เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
เศรษฐกิจภูมิภาค ดันเชียงใหม่ “Wellness Destination” ชูภูมิปัญญาล้านนา-นวัตกรรมสุขภาพ
SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
Finance SJWD ผนึกกรุงไทยเปิดจองหุ้นกู้ดิจิทัล SJWD ชูดอกเบี้ย 2.95-3.20%
ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
Politics ก.พลังงาน เปิด 4 เกณฑ์คุมไฟ Data Center แยกอัตราเฉพาะ
การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
Tech การตลาดอินฟลู 2026 TikTok ครองแชมป์แพลตฟอร์มยอดนิยม LGBTQ+ ขึ้นแท่นกลุ่มอิทธิพลสูง
หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
Finance หุ้นไทยเข้าโซนระวัง! 58% หลุดเส้นสำคัญ โบรกฯแนะเก็บ 6 หุ้นแกร่งสวนตลาด
ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
Economic ทำไมประเทศไทย ขึ้นแท่นฮับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในเอเชียแปซิฟิก
ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 70,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ก.ย. 69) พุ่งขึ้น 600 บาท รูปพรรณขายออก 70,550 บาท
รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
Politics รัฐบาลผุดรายการ ‘คุยกับ ครม.อนุทิน’ จัดคิวให้รัฐมนตรีแจงมุมคิด-นโยบายตรง
อนุทิน ชี้ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ทำงานได้อยู่ ยังไม่ตั้ง ‘รัฐมนตรีช่วย’ คลัง-พาณิชย์
Finance อนุทิน ชี้ ‘เอกนิติ-ศุภจี’ ทำงานได้อยู่ ยังไม่ตั้ง ‘รัฐมนตรีช่วย’ คลัง-พาณิชย์
นายกฯ สั่งคุมเข้ม Data Center ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน
Politics นายกฯ สั่งคุมเข้ม Data Center ยันไม่กระทบความมั่นใจนักลงทุน
ดูทั้งหมด

โควิดสู่ โรคประจำถิ่น

03 เม.ย. 2565 | 13:15น.
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมการที่จะ “ผลักดัน” ให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น (endemic disease) ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 หรืออีก 3 เดือนนับจากนี้ไป ท่ามกลางตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในระดับวันละไม่ต่ำกว่า 20,000 คน หรือหากรวมตัวเลขคนติดเชื้อที่เข้าข่าย/ATK ในแต่ละวันเข้าไปด้วยก็น่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 คน โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อข้างต้น “ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แต่ก็ยังไม่เพิ่มสูงขึ้นมากไปกว่านี้”

สำหรับเกณฑ์ในการพิจารณาให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติได้กำหนดไว้ 4 เกณฑ์ ประกอบไปด้วย 1) ต้องมีผู้ป่วยรายใหม่ไม่เกิน 10,000 คนต่อวัน 2) อัตราป่วยตายน้อยกว่าร้อยละ 0.1

3) การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลน้อยกว่าร้อยละ 10 และ 4) กลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง (ผู้สูงอายุ-ผู้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง) ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่าร้อยละ 80

เหตุที่กระทรวงสาธารณสุข “กล้า” ที่จะผลักดันให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น น่าจะมาจากความเชื่อที่ว่า โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) มีความรุนแรงของโรค “น้อยกว่า” สายพันธุ์ก่อนหน้านี้คือ สายพันธุ์เดลต้า (Delta) ด้วยการวัดจากตัวเลขผู้ป่วยหนักต้องใส่ท่อช่วยหายใจลดลง

ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตกลับไม่ได้ลดลง กล่าวคือ ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นมา เฉลี่ยมีผู้เสียชีวิต 60-80 รายทุกวัน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ-ผู้ป่วย ปะปนกันไป

แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ยังคง “เดินหน้า” ต่อไป ล่าสุดทางคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติก็ได้ให้ความเห็นชอบ แผนรองรับการเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 4 เดือน หรือที่เรียกกันว่า “แผน 3 บวก 1” ดังนี้ ระยะที่ 1 (12 มี.ค.-ต้น เม.ย.) เรียกว่า combatting สาระสำคัญของแผนระยะนี้ก็คือ ต้องออกแรง “กดตัวเลข” ผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงไปกว่านี้ เพื่อลดการระบาด ลดความรุนแรงของโควิด-19

ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า plateau คือ การคงระดับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ไม่ให้สูงขึ้น แต่ให้เป็นระนาบจนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อย ๆ ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า declining คือ การลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลง ให้เหลือวันละ 1,000-2,000 ราย

และบวกอีก 1 หรือ ระยะ 4 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 เป็นต้นไป เรียกว่า post pandemic คือ ออกจากโรคระบาดและเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น

ทั้งหมดนี้จะถูกดำเนินการภายในระยะเวลา 4 เดือน แต่ประชาชนยังต้องปฏิบัติตามมาตรฐานป้องกันโรคเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นมาตรการ VUCA ซึ่งประกอบไปด้วย V-vaccine, U-universal prevention, C-COVID-19 free setting และ A-ATK

ส่วนผลในการปฏิบัติตาม “แผน 3 บวก 1” นั้น ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 หรือ plateau ในความพยายามที่จะ “คง” ตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงไปกว่านี้ หรือเท่ากับเริ่มต้นกันที่ตัวเลขติดเชื้อวันละ 40,000-50,000 คน ซึ่งยัง “ห่างไกล” กับเกณฑ์ที่ต้องการให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกินวันละ 10,000 คน

จนกลายเป็นเรื่องน่ากังวลที่ว่า ในอีก 1 เดือนต่อจากนี้ เราจะลดจำนวนผู้ติดเชื้อลง “ต่ำกว่า” วันละ 10,000 คนได้หรือไม่ ขณะที่อัตราการป่วยตายอยู่ที่ 0.19-0.2% ซึ่งก็ยัง “ห่างไกล” จากอัตรา 0.1% อยู่ดี

ประกอบกับสารพัดปัญหาที่ประดังเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปากท้องของประชาชน งบประมาณที่จำกัดจำเขี่ยในการต่อสู้กับโรคโควิด-19 และที่สำคัญก็คือ ระบบสาธารณสุข จะรับมือกับ “ผู้ป่วย” ที่เพิ่มสูงขึ้นวันละ 20,000 คนได้อย่างไร นอกจากนี้ยังเกิดสถานการณ์ “ตึงตัว” ของยา Favipiravir (ขนาด 200 mg) ซึ่งถูกใช้เป็น “ยาหลัก” ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ขึ้นมาอีก

หลังจากที่หมอในชนบทออกมาให้ข้อมูลว่า “ยากำลังขาดแคลน” สอดคล้องกับตัวเลขความสามารถในการจัดหายาขององค์การเภสัชกรรม อยู่ที่ประมาณอาทิตย์ละ 15 ล้านเม็ด แต่มีความต้องการใช้ยาระหว่าง 15-20 ล้านเม็ด/สัปดาห์ สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่พุ่งขึ้นสูง

ท่ามกลางความกังวลกันว่า ถ้าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อยังไม่สามารถ “กด” ให้ลดลง อัตราการตายยังอยู่ในระดับ 0.19-0.2% ดังนั้นการเดินทางไปให้ถึงวันที่ 1 ก.ค. อาจจะต้องมีผู้คนล้มตายไปอีกกว่า 5,000 คนกว่าที่โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19 โรคประจำถิ่น