7 ปีรัฐซื้อสินค้า BCG แผ่ว บัญชีนวัตกรรมสะดุด เร่งแก้ 3 ข้อ
หลายประเทศได้เริ่มใช้นโยบายเรื่องของ “BCG” มาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขัน เช่นเดียวกับประเทศไทยที่พยายามพัฒนาตนเองให้ก้าวออกจากกับดักรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ
ปี 2558 รัฐเริ่มดำเนินนโยบาย “สนับสนุนนวัตกรรมโดยใช้กลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ” กำหนดให้ใช้วิธีกรณีพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่อยู่ใน “บัญชีนวัตกรรมไทย” ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ BCG ในสาขาอุตสาหกรรม “เครื่องมือแพทย์” ที่มีอัตราการส่งออกเติบโตถึง 29.6% ในปี 2564 คิดเป็นมูลค่า 205,664 ล้านบาท
แม้ทิศทางนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (bio circular green) หรือ BCG เป็นนโยบายที่มาถูกทาง แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กลับมีเพียง 157 รายการเท่านั้น จาก 439 รายการที่รัฐจัดซื้อได้จริง BCG ที่เหลือยังต้องพบกับอุปสรรคอย่างมาก จำเป็นต้องอาศัยการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม
ปมอุปสรรค BCG
ดร.เสาวรัจ รัตนคำฟู ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงานสัมมนาขับเคลื่อน BCG ด้วยวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐว่า แม้จะมีระเบียบในการจัดซื้อสินค้าจากบัญชีนวัตกรรม แต่ผลการดำเนินนโยบายยังจำกัดมาก ภาครัฐยังไม่ค่อยซื้อ
เนื่องจากบางสินค้าที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไม่เป็นที่ต้องการสูงของตลาด บางสินค้ายังไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ซื้อ บวกกับจุดอ่อนของระบบการบริหารจัดการบัญชีนวัตกรรม ที่ไม่ง่ายต่อการใช้งานและขาดกลไกติดตามประเมินผล ขณะเดียวกันแนวปฏิบัติในการซื้อขายสินค้าที่ไม่เหมาะสม และผู้ขึ้นทะเบียนสินค้าในบัญชีนวัตกรรมส่วนใหญ่เป็น SMEs มีข้อจำกัดด้านเงินทุน
การส่งเสริมต้องเริ่มจาก “ภาครัฐจะต้องเป็นหน่วยงานแรกที่ต้องใช้ก่อน” เพราะกำลังซื้อที่มหาศาล ในปี 2560 รัฐออกประกาศเร่งรัดแต่ละหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการ จากนวัตกรรมบนบัญชีนวัตกรรมไทยตามความจำเป็นและเหมาะสมอย่างน้อย 30% ของความต้องการใช้งานทั้งหมด ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ จึงทำให้ปี 2563 มีมูลค่าการจัดซื้อกลุ่มนี้ 4,969 ล้านบาท แต่ยังคิดเป็นสัดส่วน 0.40% ของวงเงินงบประมาณเท่านั้น

จี้ รพ.รัฐใช้เครื่องมือแพทย์ไทย
ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG model สาขาเครื่องมือแพทย์ กล่าวว่า ปี 2564 นายกรัฐมนตรีประกาศให้ BCG เป็นวาระแห่งชาติ และหนึ่งในสาขาสำคัญคือสาขาเครื่องมือแพทย์มีเป้าหมายสำคัญคือ ให้มีผู้เข้าถึงยา เวชภัณฑ์ในราคาที่ไม่แพง ลดการนำเข้าไม่น้อยกว่า 20% ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในการดูแลสุขภาพ สร้างมาตรฐานและการตรวจวิเคราะห์เครื่องมือแพทย์ เป็นต้น
แต่จากการรายงานพบว่า มีสินค้ากว่า 27 รายการที่ไม่สามารถขายได้ ดังนั้นแล้วเอกชนจึงมีเสนอต่อภาครัฐให้ “เครื่องมือแพทย์ได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทย” โดยบรรจุอยู่ในรายชื่อ vendor list ของทุกโรงพยาบาลรัฐ ให้ทุกโรงพยาบาลรัฐทุกแห่งจัดซื้อสินค้านวัตกรรมไทยให้ได้อย่างน้อย 30% และที่สำคัญคือการสร้างค่านิยม “ชวนหมอใช้ เครื่องมือแพทย์ไทย”
จี้ 3 ข้อเสนอเร่งด่วน
นายอดิศร อาภาสุทธิรัตน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ต้องการให้เริ่มจากการสร้างความคุ้นชินในโรงเรียนแพทย์ รวมถึงร่วมกันจัดทำรายการเครื่องมือแพทย์ตามความต้องการของรัฐ
ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ให้สำเร็จจำเป็นที่ต้องยื่นข้อเสนอแนะในการดำเนินมาตรการบัญชีนวัตกรรมไทยต่อภาครัฐใน 3 ด้าน คือ 1.supply side ที่ต้องปรับการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์และมีรายได้สนับสนุนการวิจัยด้วย multiyear & block grant สนับสนุนการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล และจัดทำฐานข้อมูลสินค้าที่ตลาดต้องการ
2.demand side ที่ต้องให้แต้มต่อราคาสินค้าในบัญชีนวัตกรรม จัดทำคู่มือแนวปฏิบัติการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าบัญชีนวัตกรรมไทย และเผยแพร่มาตรการบัญชีนวัตกรรม สร้างความตระหนัก และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 3.market จัดทำฐานข้อมูล เว็บเพจที่เป็นสื่อกลางเชื่อมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย และมีหน่วยงานติดตาม จัดการความเสี่ยง และวัดผลกระทบ
หากรัฐยังไม่สามารถปลดล็อกในข้อจำกัดและเงื่อนไขที่มากมายได้ เศรษฐกิจไทยจะยังคงย่ำอยู่กับที่และไม่สามารถแข่งขันได้ ความฝันที่จะให้ GDP เติบโตมากกว่า 5% เหมือนที่ผ่าน ๆ มาคงเป็นไปได้ยาก