แบงก์ไทยเบนเข็มตลาดอินโด ‘กสิกร’ เจาะฐาน SME ดัน K-Plus
ธนาคารพาณิชย์ของไทย โดยเฉพาะแบงก์ขนาดใหญ่ต่างมองหาการเติบโตใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือไปจากตลาดในประเทศ แน่นอนว่า อินโดนีเซียที่เป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรเป็นอันดับ 4 ของโลก ย่อมเป็นตลาดที่น่าสนใจในการเข้าไปลงทุน
แบงก์ไทยเบนเข็มตลาดอินโดฯ
โดยที่ผ่านมาก็มีแบงก์ไทยอย่าง ธนาคารกรุงเทพ เข้าไปถือหุ้นในธนาคารเพอร์มาตา ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ชั้นนำและเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงกิ้งและระบบเทคโนโลยีการชำระเงินในประเทศอินโดนีเซียแล้วรายหนึ่ง
ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย อีกหนึ่งแบงก์ใหญ่ของไทย ได้แจ้งถึงการเข้าไปถือหุ้นในธนาคารแมสเปี้ยน โดยส่งบริษัทย่อย “บริษัท กสิกร วิชั่น ไฟแนนเชียล จำกัด” หรือ KVF เข้าไปถือหุ้น ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นแบบมีเงื่อนไข (Conditional Sale and Purchase Agreement) ไป
ซึ่ง KVF จะเข้าถือหุ้นรวม 67.50% คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนไม่เกิน 220 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่าประมาณ 7,556 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงธนาคารแห่งประเทศไทย และสามารถเข้าทำธุรกรรมได้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565
กสิกรฯชี้จังหวะเหมาะสมลงทุน
ซึ่งธนาคารกสิกรไทยชี้ว่า การเข้าซื้อธนาคารแมสเปี้ยนในครั้งนี้ จะทำให้สามารถประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศอินโดนีเซียได้ ด้วยมูลค่าเงินลงทุนที่ต่ำกว่าการยื่นขอใบอนุญาตใหม่ (เงินลงทุนขั้นต่ำ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทำให้มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น
“เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการขยายธุรกิจของธนาคาร เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยดิจิทัลในอินโดนีเซียช่วยสนับสนุนให้แนวโน้มบริการทางการเงินสำหรับลูกค้าทุกกลุ่มมีแนวโน้มสดใสไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19
และสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตที่สำคัญในการมุ่งสู่ความเป็นธนาคารแห่งภูมิภาคที่แท้จริง ในการเชื่อมโยงธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยใน AEC จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ (AEC+3) ที่จะมีพลวัตการเติบโตสูงต่อไปในอนาคต”
ไม่เพียงเท่านั้น การเข้าซื้อธนาคารแมสเปี้ยนซึ่งเป็นธนาคารท้องถิ่นที่มีศักยภาพและจุดแข็งในการเข้าถึงกลุ่มธุรกิจท้องถิ่นขนาดเล็กและขนาดย่อม ซึ่งสอดรับกับความเชี่ยวชาญของธนาคารกสิกรไทยในการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม เพื่อช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการในประเทศอินโดนีเซีย
ดัน K-Plus แพลตฟอร์มภูมิภาค
นอกจากนี้ จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านโมบายแบงกิ้งผ่านแอปพลิเคชั่น K-PLUS ในการนำเสนอและส่งมอบนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมให้แก่ลูกค้าในอินโดนีเซีย
ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตของเทคโนโลยีทางการเงินที่โดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน และจะทำให้ K-PLUS กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับภูมิภาคที่แท้จริง (true regional platform)
โบรกฯชี้อินโดฯน่าลงทุน
ขณะที่ “ธนเดช รังษีธนานนท์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า การขยายธุรกิจธนาคารในตลาดอินโดนีเซีย มีจุดสนใจอยู่ที่จำนวนประชากรมากกว่า 200 ล้านคน มากกว่าไทยถึง 3 เท่า
และอัตราการเติบโตที่ดีกว่าในไทยมาก โดยที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นหลาย ๆ ประเทศเข้าไปลงทุนเพิ่มเติมในอินโดนีเซียกันในหลายธุรกิจ อาทิ สาขายานยนต์ที่มีการย้ายฐานการผลิตไป
อย่างไรก็ดี อินโดนีเซียยังมีระบบธนาคารที่ยังล้าหลังกว่าไทยมาก ทำให้ผู้บริหารของทั้งธนาคารกรุงเทพ (BBL) และธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มองเห็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีเอาไปใช้เจาะตลาดอินโดนีเซีย
“ตอนนี้ที่เราเห็นแบงก์ไทยเข้าไปลงทุนอินโดนีเซีย ต้องยอมรับว่าตลาดน่าสนใจกว่าไทยมาก แต่จะเข้าไปลงทุนได้แค่แบงก์เล็ก ๆ เท่านั้น เพราะแบงก์ใหญ่ในอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ถือหุ้นโดยรัฐบาล
ดังนั้น ภาพการแข่งขันคงต้องใช้โมบายแบงกิ้งไปเจาะตลาด น่าจะมีโอกาสสู้กับเจ้าใหญ่ ๆ ได้ ซึ่งปัจจุบัน KBANK ก็เริ่มหันมาลุยธุรกิจดิจิทัลเลนดิ้งมากขึ้น”
ดีลซื้อหุ้นไม่แพง-คุ้มระยะยาว
โดยดีลของธนาคารกสิกรไทยที่เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น ใช้เงินลงทุนรวม 7,556 ล้านบาทนั้น “ธนเดช” กล่าวว่า ถือว่าราคาไม่แพงมาก คิดเป็นประมาณ 4 เท่าของมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ซึ่งต้องบอกว่า แมสเปี้ยนเป็นแบงก์ที่ค่อนข้างเล็กมากในอินโดนีเซีย มีขนาดสินทรัพย์ สินเชื่อ และเงินฝาก ไม่ถึง 0.5% ของธนาคารกสิกรไทย มีกำไรปี 2564 แค่ 188 ล้านบาท ในขณะที่กสิกรไทยมีกำไรกว่า 36,000 ล้านบาท
หนุนกำไร KBANK ไม่มาก
“ดีลนี้ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2565 ไม่น่าจะมีนัยต่อ KBANK มาก ต่างจากแบงก์กรุงเทพที่เข้าซื้อหุ้นธนาคารพีที เพอร์มาตา ทีบีเค แบงก์อันดับ 9 ที่มีนัยมากกว่า
เพราะมีสัดส่วนสินเชื่อและเงินฝากประมาณ 8-10% ของธนาคารกรุงเทพ ดังนั้น เรามองว่าดีลนี้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ยังไม่น่าจะมีนัยสำคัญต่อ KBANK
เพราะการลงทุนเป็น long term investment แต่ถ้ามองระยะยาว ๆ การใช้เงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท ในธุรกิจที่อินโดนีเซีย ซึ่งมีศักยภาพในการโต น่าจะคุ้มค่า”
ทั้งนี้ ปัจจุบันยังแนะนำ “ซื้อ” KBANK ให้ราคาเป้าหมายที่ 174 บาท โดยมองจากเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว และกสิกรไทยเป็นผู้นำดิจิทัลแบงกิ้งในไทย
ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ ส่วนประเด็นการซื้อหุ้นธนาคารแมสเปี้ยนในอินโดนีเซีย มองเป็น potential growth เพราะยังเล็กมาก
จากภาพเหล่านี้เชื่อได้ว่า คงเห็นแบงก์ไทยขยายการลงทุนออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นอีกหลังจากนี้ เพียงแค่รอจังหวะ และโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นเอง