กัญชา
เชียงใหม่ พร้อมปลดล็อกปลูกกัญชาเสรี เผย 21 อำเภอปลูกแล้ว 302 พื้นที่
วันที่ 7 มิถุนายน 2565 ผุ้สื่อข่าวรายงาน นางนฤมล ขันตีกุล รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แถลงข่าวเรื่อง แนวทางการปลูก การนำเข้า “กัญชา กัญชง” แบบถูกกฎหมาย หลังปลดล็อก 9 มิถุนายน 2565″ จากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง
ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ.2565 จะมีผลบังคับใช้หลังวันที่ 9 มิถุนายน 2565 นี้ ทำให้พืชกัญชา กัญชง ไม่ใช่ยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อีกต่อไป ส่วนที่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 คือสารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชงเท่านั้น
ยกเว้นสารสกัดที่ได้รับอนุญาตให้ผลิตในประเทศ และมี THC น้อยกว่า 0.2%W/W ไม่เป็นยาเสพติด และยังมีการห้ามนำเข้าพืชกัญชา กัญชง ยกเว้นเมล็ดพันธุ์ ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ.2518 และพระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ.2507 กำกับดูแลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก สารสกัดกัญชา กัญชง ยังเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด ส่วนการขออนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีกัญชากัญชงเป็นส่วนประกอบ ก็เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา แล้วแต่กรณี

ปัจจุบันพบว่า จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ปลูกกัญชา กัญชง ที่ได้รับอนุญาต (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2565) ครอบคลุมใน 21 อำเภอ จำนวน 302 พื้นที่ ซึ่งหลังการปลดล็อกวันที่ 9 มิถุนายน นี้ คาดว่าพื้นที่ปลูกจะเพิ่มขึ้นอีกจำนวนหลายเท่า ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไป บริษัท หรือหน่วยงานราชการ สามารถปลูกกัญชากัญชง เพื่อใช้ดูแลสุขภาพหรือปลูกเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมได้
โดยให้แจ้งข้อมูลการปลูกให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผ่านระบบการจดแจ้งการปลูก “แอพพลิเคชั่น Plookganja” ซึ่งสามารถใช้โทรศัพท์มือถือดาวน์โหลด ได้ทั้ง Google play และ App store หรือ จดแจ้งผ่าน web application ได้ที่เว็บไซต์ https://plookganja.fda.moph.go.th
หากไม่สามารถดำเนินการเองได้ ก็สามารถมายื่นขอให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่จดแจ้งแทนให้ได้ โดยเตรียมหลักฐานคือบัตรประชาชน โทรศัพท์มือถือเพื่อยืนยันรหัส OTP และข้อมูลการปลูก ได้แก่
1.สิ่งที่ปลูก จำนวนต้นที่จะปลูก (ไม่จำกัดจำนวนต้น) แหล่งที่มา 2.รายละเอียดสถานที่ปลูก เช่น บ้านเลขที่ เลขที่โฉนดที่ดิน สถานที่สำคัญ จุดสังเกต และพิกัดการปลูก (ละติจูด ลองติจูด) ขนาดพื้นที่ปลูก 3.วัตถุประสงค์ ซึ่งมี 3 ข้อ คือเพื่อใช้ดูแลสุขภาพ เพื่อให้ดูแลผู้ป่วยทางการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน และเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ เมื่อจดแจ้งสำเร็จก็จะมีใบรับจดแจ้งอิเล็กทรอนิกส์สามารถพิมพ์ออกมาได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของใบอนุญาตปลูกกัญชา กัญชงเดิม จะสิ้นสภาพ แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาขอความร่วมมือให้ยังทำจัดทำรายงานการปลูก การจำหน่าย เพื่อรองรับการปรับเข้าสู่(ร่าง)พระราชบัญญัติกัญชา กัญชง ในอนาคตต่อไป และหากมีการเปลี่ยนแปลง เช่น เพิ่มหรือลดขนาดพื้นที่ปลูก ก็สามารถจดแจ้งรายละเอียดผ่านแอพพลิเคชั่น plookkanja ได้เช่นกัน
นางนฤมล กล่าวต่อว่า การจดแจ้งข้อมูลการปลูกถือว่ามีความจำเป็นสำหรับผู้ปลูกที่จะได้รับคำแนะนำด้านต่าง ๆ ทั้งการปลูกและการนำส่วนต่าง ๆ ของกัญชา กัญชง ไปใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่หากปลูกโดยไม่จดแจ้งก็สามารถทำได้ แต่หาก พ.ร.บ.ที่กำลังจะออกมาอีกไม่นานนี้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย การปลูกก็จะต้องเข้าระบบตามกฎหมาย

ดังนั้น การลงทะเบียนจดแจ้งไว้จึงมีประโยชน์มากกว่า นอกจากนี้ อย. จะสามารถควบคุมกำกับดูแลว่าแต่ละครัวเรือนนำกัญชา กัญชงไปใช้เพื่อประโยชน์ใด ซึ่งหากสารสกัดมี THC น้อยกว่า 0.2%W/W ถือว่าไม่เป็นยาเสพติด หรือหากมีกรณีที่ผู้ปลูกมีการทำสารสกัดที่มากกว่า 0.2% W/W โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ถือว่าผิดกฎหมายหากมีการตรวจสอบพบ
ทั้งนี้ การนำส่วนของกัญชา กัญชง มาใช้ประโยชน์ในการดูแลสุขภาพหรือใช้ในครัวเรือน เช่น ปรุงอาหารบริโภคเองหรือปรุงจำหน่ายได้ แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้บริโภคกัญชาอย่างปลอดภัย-โดยขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำตามประกาศกรมอนามัย เรื่อง การนำใบกัญชามาใช้ในการทำ ประกอบหรือปรุงอาหารในสถานประกอบกิจการอาหาร พ.ศ. 2565 ซึ่งมีคำแนะนำโดยย่อ ดังนี้
1.สถานประกอบกิจการอาหาร-ต้องจัดหาใบกัญชาจากแหล่งปลูกที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย(จากแหล่งปลูกที่ได้รับใบอนุญาตหรือจากการจดแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นก็ได้) 2.จัดทำข้อความแสดงว่า ร้านนี้ใช้ใบกัญชา 3.แสดงรายการอาหารที่มีการใช้ใบกัญชา-ปริมาณการใช้ใบกัญชาเป็นส่วนประกอบต่อรายการอาหาร 4.แสดงคำเตือน ดังต่อไปนี้ “เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร ไม่ควรรับประทาน” เป็นต้น
นอกจากนี้ การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ทั้งผู้ปรุงและผู้บริโภค เพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและมีความปลอดภัยด้วย เช่น ควรใช้แต่ใบกัญชา/กัญชง เท่านั้น ปริมาณที่ใส่ต่อจาน ควรประมาณ 1-2 ใบ ระมัดระวังการใช้ความร้อนเป็นเวลานาน เช่นการตุ๋น การทอดจะทำให้สาร THC ตกค้างในน้ำมันทอดได้เป็นต้น และต้องขอความร่วมมือผู้ปกครอง สอดส่องดูแล เฝ้าระวังบุตรหลาน ผู้อายุต่ำกว่า 18 ปี รับประทาน หรือนำไปใช้เสพเพื่อความบันเทิง
ซึ่งอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพของทั้งผู้เสพและผู้เกี่ยวข้องได้ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องการใช้ยากัญชาเพื่อการรักษาโรค สามารถไปรับบริการได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน คลินิกแผนปัจจุบัน คลินิกแพทย์แผนไทย และร้านยาได้ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ กัญชาทางการแพทย์ www.medcannabis.go.th หรือติดต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่