ต้องเปิดสัญญาเคที
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
หลักการพื้นฐานที่อาจช่วยคลี่คลายปัญหาสัมปทานการจ้างเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียว ที่เต็มไปด้วยข้อกฎหมายซับซ้อนหลายฉบับ คือการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แม้ว่าในทางปฏิบัติจริงจะมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย และต้องอาศัยการต่อรองผลประโยชน์กับบริษัทเอกชน แต่อย่างน้อยการจัดการกับเรื่องนี้ต้องแสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตยคือกลไกสำคัญของการบริหารและแก้ปัญหาให้กับกรุงเทพฯ และประเทศไทยได้
เหตุผลพื้นฐานที่ผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ระบุถึงความสำคัญที่ควรต้องเปิดเผยสัญญาระหว่าง บริษัท กรุงเทพธนาคม หรือ เคที กับ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอสซี คือความเกี่ยวข้องกับประชาชน
กิจการเดินรถไฟฟ้ามีความพิเศษกว่ากิจการ หรือสัญญาอื่น ๆ ของเอกชนทั่วไปตรงที่เป็นบริการสาธารณะ ประชาชนเป็นผู้ใช้บริการ เป็นผู้จ่ายภาษี จึงเป็นทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์โดยตรง ในขณะที่เคทีมี กทม.ถือครองหุ้นอยู่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ และอยู่ในสถานะรัฐวิสาหกิจท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นตัวแทน กทม.
การไม่เปิดเผยสัญญามาก่อน เป็นเรื่องแปลกสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ ในที่นี้รวมถึง ผู้ว่าฯ กทม. และประธานกรรมการเคที ธงทอง จันทรางศุ เพราะไม่อาจตอบคำถามได้ว่า เหตุใดจึงต้องเก็บเรื่องไว้เป็นความลับ ไม่พยายามนำเสนอข้อมูลว่า สัญญาว่าจ้างเดินรถจะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร
ทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยายที่ 1 ช่วงตากสิน-วงเวียนใหญ่ กับอ่อนนุช-แบริ่ง มีอายุ 30 ปี ซึ่งถูกทำเมื่อปี 2555 ให้ไปจบในปี 2585และการเดินหน้าสัญญาส่วนต่อขยายที่ 2 ในปี 2562 ที่อยู่ในช่วงปลายของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และมีการใช้อำนาจพิเศษ มาตรา 44 ยิ่งเป็นเรื่องที่น่ากังขา
สัญญาการเดินรถส่วนต่อขยายที่ 2 ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต มีขั้นตอนที่ไม่ผ่านการพิจารณาของสภา กทม. อีกทั้งยังมีกระบวนการตั้งคณะกรรมการพิจารณาสัมปทานสายสีเขียว โดยกระทรวงมหาดไทย ที่เสนอให้ต่ออายุสัมปทานสายสีเขียวล่วงหน้า 10 ปี โดยสัญญาเดิมยังไม่ทันหมดอายุ จากปี 2572 ออกไปอีก 30 ปี จนถึงปี 2602 และเคยเป็นปมร้อนระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุผลและคำตอบจากสัญญาที่เคทีทำไว้ หากเปิดเผยธรรมดาไม่ได้ หนทางที่ผู้บริหาร กทม.ชุดปัจจุบันมองไว้ คืออาจจะพิจารณานำ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารมาใช้ ซึ่งสังคมย่อมสนับสนุน เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงกะเทาะความลับออกมาให้โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล ยังจะเป็นโมเดลและบรรทัดฐานของการบริหารประเทศโดยรวมด้วย