ศก.โลก
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
รายงานวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของโลกที่ฝ่ายวิจัยของ “โนมูระ โฮลดิ้ง อิงก์” จัดทำขึ้นล่าสุดระบุเอาไว้ว่า บรรดาเขตเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ของโลก จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ไม่จุดใดก็จุดหนึ่งในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้
เขตเศรษฐกิจสำคัญทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ยูโรโซน, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย และแคนาดา จะตบเท้าเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจพร้อม ๆ กับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ในช่วงเวลาดังกล่าว
เป็นภาวะถดถอยในขณะที่ ภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง แรงกดดันด้านราคากระจายตัวไปทั่วทั้งสินค้าโภคภัณฑ์เรื่อยไปจนถึงบริการต่าง ๆ รวมถึง ค่าจ้างแรงงาน
คาดการณ์ดังกล่าวเป็นไปในแนวเดียวกับนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ภาพรวมทางเศรษฐกิจและการเงินโลกเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ที่แตกต่างกันออกไปก็คือ นักเศรษฐศาสตร์บางคน อาทิ “นูรีล รูบินี” นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเชื่อว่า นอกจากวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจแล้ว โลกจะยังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านการเงินพร้อมกันไปด้วย
เป็น “วิกฤตหนี้” ที่เกิดจากหนี้สินทั้งของภาคเอกชนและภาครัฐที่สั่งสมพอกพูนกันต่อเนื่องมาเป็นเวลานานท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยต่ำเตี้ยเรี่ยดินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นั่นทำให้ รูบินีชี้ว่า วิกฤตที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในอนาคตอันใกล้ เป็นวิกฤตการณ์ที่แตกต่างออกไปจากที่เคยเผชิญกันมาก่อนหน้านี้
รูบินีเชื่อว่า โลกกำลังจะเผชิญวิกฤตหนี้ในภาวะเงินเฟ้อสูง แต่เศรษฐกิจกำลังถดถอย หรือ stagflationary global debt crisis อย่างรุนแรงในอีกไม่นานและเป็นสถานการณ์วิกฤตที่ไม่เคยเจอะเจอกันมาก่อน
เขาชี้ให้เห็นว่า ในช่วงทศวรรษ 1970 โลกตกอยู่ในวิกฤต stagflation ก็จริง แต่ไม่มีวิกฤตหนี้เกิดขึ้นควบคู่กันไปด้วย เพราะในขณะนั้นระดับหนี้สินของโลกยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเวลานี้มาก
หลังจากนั้นช่วงปี 2008 และอีกหลายปีต่อมา โลกเจอกับวิกฤตหนี้ ต่อด้วยภาวะเงินเฟ้อต่ำ ๆ หรือไม่ก็ภาวะเงินฝืด เนื่องจากภาวะเครดิตตึงตัวทำลายอุปสงค์ในตลาดไปอย่างรุนแรง
แต่ในยามนี้ โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะวิกฤตที่เป็นการผสมผสานสองวิกฤตการณ์ดังกล่าวเข้าด้วยกัน คือภาวะเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อสูงแบบเดียวกับยุค 1970 กับวิกฤตหนี้มหาศาลแบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตหนี้เมื่อปี 2008
บรรดาธนาคารกลางต้องหันไปใช้นโยบายเข้มงวดเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ ทั้ง ๆ ที่ตระหนักดีว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจที่กำลังจะตกสู่ภาวะถดถอยทรุดหนักลงไปอีก
ทำให้โดยพื้นฐานแล้ว วิกฤตครั้งใหม่นี้จะแตกต่างออกไปจากภาวะวิกฤตทางการเงินของโลก ที่ธนาคารกลางของประเทศ ต่าง ๆ สามารถใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์และต่อต้านกับภาวะเงินฝืดที่เกิดขึ้นได้
การหันไปใช้นโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายและลดภาษี หรือใช้นโยบายขาดดุลก็ทำได้จำกัดอย่างยิ่งในเวลานี้ “กระสุน” ที่เคยมีอยู่เหลือเฟือถูกใช้ออกไปเกือบหมดแล้ว และหนี้ภาครัฐก็พุ่งขึ้นสู่ระดับที่ “ไม่ยั่งยืน” อีกต่อไป
นอกจากนั้น รูบินีชี้ให้เห็นว่า ภาวะเงินเฟ้อสูงในเวลานี้เป็นปรากฏการณ์ของทั้งโลก ซึ่งหมายความว่า บรรดาธนาคารกลางของแทบทุกประเทศต้องหันมาใช้นโยบายเข้มงวดขึ้นมาพร้อม ๆ กัน ผลลัพธ์ก็คือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้ทั่วโลก
ภาวะฟองสบู่แตกจะเกิดขึ้นตามมาในทั่วทุกหนแห่ง ทั้งในภาครัฐและเอกชน ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และการเคหะ, ตลาดหุ้น และคริปโต, พันธบัตรและตราสารหนี้ทั้งหลาย เช่นเดียวกับการเบี้ยวหรือพักชำระหนี้
รูบินีเชื่อว่า ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาและของโลกจะทรุดตัวลงไปอีกราว 35% หรืออาจรุนแรงถึงเกือบ 50%
ภาวะรีบาวนด์เมื่อ 2 สัปดาห์หลังมานี้เป็นเพียงแค่การกระดอนขึ้นเพราะแรงกระแทกของ “ซากแมวตาย” เท่านั้นเอง
ประเด็นที่สำคัญที่สุดในทรรศนะของ “นูรีล รูบินี” ก็คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในเวลานี้ มีแต่คำถามหลากหลายเกิดขึ้น
แต่หนทางแก้ที่แท้จริงยังมองไม่เห็น
และทุกอย่างมีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงไปอีกมากมายไม่ใช่น้อย ก่อนที่จะกระเตื้องขึ้นนั่นเอง