ภาวุธ ผนึกกรุงศรีฯ ตั้งกองทุน 1.3 พันล้าน ดันสตาร์ตอัพไทยโตไกลต่างแดน

ภาวุธ พงษ์พิทยภาณุ

“ภาวุธ” นักปั้นสตาร์ตอัพมือทอง จับมือธนาคารกรุงศรีฯ ตั้งกองทุนมูลค่า 1,300 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวบริษัทด้านการลงทุน “EfraStructure” เชื่อม 48 บริษัทในพอร์ตเติมเต็มดิจิทัลอีโคซิสเต็ม ตั้งเป้าพาสตาร์ตอัพไทยออกสู่ต่างประเทศ

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า วานนี้ (2 ก.พ.) “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TARAD.com และนักลงทุนธุรกิจสตาร์ตอัพ ได้จัดงานพบปะประจำปี 2567 ณ ร้านอาหาร Seven Days A Week โดยมีการเชิญบริษัทสตาร์ตอัพ นักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนมาร่วมงานด้วย

นายภาวุธ กล่าวว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตนได้ลงทุนไป 48 บริษัท ที่อยู่ในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรม  เช่น e-Commerce, e-Payment, Logistics, Advertising, Big Data, Health Tech, Industrial Tech, เเละอื่น ๆ อีกมากมาย

“บริษัทที่ผมเข้าไปลงทุนช่วยผู้ประกอบการไทยสร้างยอดขายสูงถึง 82,000 ล้านบาท เกิดจำนวนการสั่งซื้อ 65 ล้านรายการ ส่งสินค้าไทยออกไป 100 ประเทศทั่วโลก สร้างงานให้คนไทย 17,600 คน ลดการใช้กระดาษไปได้มากกว่า 60 ล้านแผ่น รวมถึงช่วยสร้างความโปร่งใสให้กับสังคมไทยในการเปิดเผยข้อมูลในคดีสำคัญหลาย ๆ คดี เช่น คดีตู้ห่าว ทุนจีนสีเทา เป็นต้น“

นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า ตนลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีที่มีโอกาสเติบโตตามความต้องการของตลาด และมุ่งเน้นให้บริษัทสตาร์ตอัพที่ลงทุนไป ได้ทำงานร่วมกันและสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ ๆ พร้อมทั้งสนับสนุนและต่อยอดให้บริษัทเหล่านี้สามารถเติบโตได้ยอดขายหลายร้อยล้านบาทภายในเวลาไม่กี่ปี ซึ่งหลายบริษัทกำลังเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เร็ว ๆ นี้

นอกจากนี้ นายภาวุธยังได้เปิดตัว บริษัท อีฟราสตรัคเจอร์ จำกัด (EfraStructure) ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้าลงทุนและสนับสนุนในธุรกิจสตาร์ตอัพ จากที่แต่เดิมเคยลงทุนในรูปแบบส่วนบุคคล และเตรียมเปิดกองทุนลงทุนในสตาร์ตอัพร่วมกับธนาคารกรุงศรีฯ มูลค่ากองทุน 1,300 ล้านบาท เพื่อผลักดันธุรกิจเทคโนโลยีคนไทยให้เติบโตและออกไปแข่งขันกับต่างประเทศได้

“ตอนนี้ภาพรวมของสตาร์ตอัพไทยยังไม่ค่อยมีหน้าใหม่เกิดขึ้นมาเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่เริ่มโตแล้วต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้น ซึ่งกองทุนที่ทำร่วมกับกรุงศรีฯ พร้อมใส่เงินแล้วประมาณ 500-600 ล้านบาท รวมถึงผมพยายามเชื่อมการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง NIA หรือดีป้า ที่สามารถใส่เงินลงทุนได้ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพื่อทำให้อีโคซิสเต็มของการให้ทุนสมบูรณ์มากขึ้น“

ทั้งนี้ นายภาวุธ กล่าวด้วยว่า สตาร์ตอัพไทยยังมีความท้าทายในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ เนื่องจากขาดหัวเรี่ยวหัวแรงในการบริหารงาน นี่ก็เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการเปิดกองทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศด้วยเทคโนโลยี


“ผมต้องการให้ทุกคนเห็นว่าสตาร์ตอัพไทยได้เปลี่ยนประเทศไปแล้ว และมีส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับไทย ผมยังมุ่งมั่นที่จะสร้างและผลักดันกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ๆ ของคนไทยให้เพิ่มขึ้น ซึ่งทุกคนสามารถร่วมสนับสนุนและผลักดันธุรกิจของคนไทยให้ออกสู่ต่างประเทศได้ด้วยการหันมาใช้บริการของสตาร์ทอัพไทยด้วยกัน”

ภาวุธ
ภาพบรรยากาศงานพบปะประจำปี 2567 จากเฟซบุ๊ก Pawoot Pom Pongvitayapanu