Skip to content

สหรัฐสิ้นสุดแฮปปี้อาวร์ นักช็อปชะลอจับจ่าย-มองหาของถูก

11 ม.ค. 2567 | 08:28น.
สหรัฐสิ้นสุดแฮปปี้อาวร์ นักช็อปชะลอจับจ่าย-มองหาของถูก
คอลัมน์ : Market move

ตลาดสหรัฐส่งสัญญาณเข้าสู่ช่วงหมดโปรโมชั่นหลังโควิด-19 เมื่อธุรกิจหลากหลายวงการในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นห้างค้าปลีก ผู้ผลิตอาหาร ขนส่งพัสดุ ไปจนถึงสายการบิน ต่างเริ่มเห็นสัญญาณที่ลูกค้าของตนชะลอการจับจ่ายลงอย่างรวดเร็ว ผิดจากกระแสการใช้จ่ายเต็มที่แบบไม่เกี่ยงราคาเพื่อเอาคืนความอัดอั้นช่วงล็อกดาวน์ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา แบบหน้ามือเป็นหลังมือ จนหลายรายต้องประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้ของตนลง รวมถึงเริ่มใช้มาตรการรัดเข็มขัดคุมต้นทุนตามไปด้วย

สำนักข่าว ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ธุรกิจรายใหญ่ในสหรัฐทั้งห้างค้าปลีกทาร์เก็ต เจเนอรัลมิลส์ผู้ผลิตอาหารหลายชนิด ขนส่งพัสดุเฟดเอกซ์ รวมถึงสายการบินเซาท์เวสต์ ต่างออกมาสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้บริโภคของตนที่หันไปหาสินค้าและบริการราคาถูกลง ขณะที่อีกหลายธุรกิจเริ่มรัดเข็มขัดลดต้นทุนด้วยหลายวิธีการ ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จ้างออก ไปจนถึงเลย์ออฟ

โดยยักษ์ขนส่งพัสดุ เฟดเอกซ์ ระบุว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 ที่ผ่านมา ลูกค้าหลายรายเปลี่ยนวิธีส่งพัสดุจากการส่งแบบด่วนที่เร็วแต่ราคาแพง ไปเป็นการส่งแบบธรรมดาที่แม้จะช้ากว่าแต่ก็ราคาถูกกว่าด้วยแทน ไปในทิศทางเดียวกับในธุรกิจสายการบินซึ่งช่วงปลายปีที่แล้ว บรรดาสายการบินต่างหั่นราคาตั๋วลงจนอยู่ในระดับเดียวกับตั๋วหนัง 2-3 ใบเท่านั้น ตัวอย่าง เช่น สายการบินเซาท์เวสต์ที่เปิดราคาตั๋วเที่ยวเดียวเริ่มต้นเพียง 29 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อจำกัดเพียงต้องบินเที่ยวเช้าหรือกลางคืน

อีกธุรกิจที่เห็นผลกระทบชัดเจน คือ รถยนต์ ซึ่งทิศทางราคารถยนต์เริ่มปักหัวลง หลังช่วงต้นปี 2023 ราคาเฉลี่ยของรถมือหนึ่งอยู่ที่ 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับเมื่อเดือนมกราคมปี 2020 ซึ่งอยู่ที่เฉลี่ย 3.8 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นการเพิ่มสูงสุดในประวัติศาสตร์ แต่ช่วงเดือนตุลาคมปี 2023 ราคากลับลดลง 3.5% เหลือเฉลี่ย 4.79 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ในวงการค้าปลีกนั้น ยักษ์ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง ทาร์เก็ต และยักษ์ผู้ผลิตอาหาร เจเนอรัลมิลส์ ประกาศลดคาดการณ์ยอดขายลง ด้วยเหตุผลว่าผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย

ไปในทิศทางเดียวกับยักษ์สินค้ากีฬา ไนกี้ ซึ่งไม่เพียงลดคาดการณ์รายได้ปี 2023 ลง แต่ยังเริ่มใช้มาตรการรัดเข็มขัดพร้อมเป้าลดต้นทุนให้ได้ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 3 ปีข้างหน้า ส่วนสายการบิน สปิริท ประกาศแผนจ้างพนักงานออก หลังยอดจองเที่ยวบินในประเทศลดลงสวนทางกับต้นทุน ด้านยักษ์ของเล่น ฮาสโบร ประกาศปลดพนักงานจำนวนถึง 1.1 พันคน เนื่องจากยอดขายของเล่นลดลง

“เดวิด เคลลี่” หัวหน้านักยุทธศาสตร์ทั่วโลกของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เจ.พี. มอร์แกน อธิบายความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า บริษัทผู้ผลิตสินค้าไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าตามใจได้เหมือนช่วงโควิด-19 ระบาด ซึ่งมีภาวะขาดแคลนสินค้าแล้ว ส่วนในธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว ดีมานด์ไม่สูงเหมือนช่วงหลังสิ้นสุดการระบาดใหม่ ๆ แล้ว ทำให้ทั้ง 2 ธุรกิจต้องยอมลดราคาและหันไปคุมต้นทุนของตัวเองแทน

สอดคล้องกับรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ระบุว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายนค่าตั๋วเครื่องบินในสหรัฐอเมริกาลดลงถึง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2022

ด้านนักวิเคราะห์ของวอลล์สตรีตคาดการณ์ไว้เมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคมว่า ปี 2023 บริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.7% ซึ่งต่ำกว่าปี 2022 ซึ่งบริษัทกลุ่มเดียวกันนี้เติบโตเฉลี่ย 11% ส่วนอัตรากำไรสุทธิลดลงเล็กน้อยจาก 11.9% เป็น 11.6%

ทั้งนี้แม้ปี 2023 ที่ผ่านมา สถานการณ์ทั่วโลกจะไม่ดีนัก แต่ในสหรัฐการจับจ่ายของผู้บริโภคกลับพุ่งสูงทั้งด้านจำนวนครั้งและมูลค่าต่อใบเสร็จ สะท้อนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่รายได้พากันเติบโตจนทำสถิติใหม่ หลังกระแสการจับจ่ายทำให้สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ตามต้องการ

กระทั่งช่วงปลายปี 2023 ผู้บริโภคชาวอเมริกันเริ่มประหยัดและมองหาสินค้าราคาจับต้องง่ายมากขึ้น พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐเริ่มชะลอตัว และสถานการณ์ซัพพลายสินค้าที่กลับสู่ภาวะปกติ

หนึ่งในสาเหตุมาจากหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น หลังการกระหน่ำจับจ่ายช่วงหลังโควิดทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยต้องนำเงินเก็บออกมาใช้ หลังใช้บัตรเครดิตจนเต็มวงเงิน ธนาคารกลางสหรัฐนิวยอร์กเผยว่า เมื่อช่วงไตรมาสสามของปี 2023 หนี้บัตรเครดิตในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 1.08 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ส่วนอัตราผิดนัดชำระหนี้ก็พุ่งสูงกว่าช่วงก่อนโรคโควิด-19 ระบาดเช่นเดียวกันปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงกดดันให้ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาต้องชะลอการใช้จ่ายลง

แม้ธุรกิจอย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต สินค้ากีฬา ของเล่น รถยนต์ สายการบินและท่องเที่ยวจะมีแนวโน้มไม่ดีนัก แต่ยังมีอีกหลายธุรกิจที่มีแนวโน้มเป็นบวกในช่วงปลายปี 2023 โดยผลสำรวจ SpendingPulse ของมาสเตอร์การ์ด ในช่วง 1 พฤศจิกายน-24 ธันวาคม 2023 พบว่า ช่วงช็อปปิ้งสิ้นปีการจับจ่ายที่ไม่รวมรถยนต์และท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3.1% จากช่วงเดียวกันของปี 2022 ซึ่งการจับจ่ายเพิ่มขึ้น 7.6%

โดยการใช้จ่ายในร้านอาหารเพิ่มขึ้น 7.8% สูงสุดในทุกกลุ่มสอดคล้องกับความเห็นของผู้บริหารสตาร์บัคส์ซึ่งระบุว่า ยอดขายช่วงปลายปียังแข็งแกร่งและผู้บริโภคยังเลือกดื่มเมนูราคาสูงขึ้นอีกด้วย ส่วนแฟชั่นและของใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น 2.4% และ 2.1% ตามลำดับ สวนทางกับกลุ่มเครื่องประดับและกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลง 2.4% และ 0.4% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าแนวโน้มที่เป็นบวกในวงการร้านอาหาร แฟชั่น และของใช้ในชีวิตประจำวัน จะต่อเนื่องไปได้นานเพียงใด เนื่องจากไตรมาสแรกของปีจะเป็นโลว์ซีซั่นของการค้าขาย เพราะเป็นเวลาที่ผู้บริโภคจำนวนมากต้องจ่ายหนี้จากการช็อปปิ้งและท่องเที่ยวช่วงปลายปีก่อนหน้า จึงเป็นความท้าทายของทุกวงการ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักช็อป สหรัฐอเมริกา