MI GROUP คาดเม็ดเงินโฆษณา ปี’67 สะพัด 8.8 หมื่นล้าน ชี้ปัจจัยบวกเพียบ

นายภวัต เรืองเดชวรชัย
นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป หรือเอ็มไอ กรุ๊ป

MI GROUP คาดเม็ดเงินโฆษณาปี 2567 สะพัด 8.8 หมื่นล้าน โตขึ้นเล็กน้อย 4% หลังปัจจัยบวกเพียบ ทั้งการลงทุนจากต่างประเทศ-นักท่องเที่ยว-นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่หนี้ครัวเรือน-กำลังซื้อ-ค่าครองชีพ ยังเป็นปัจจัยลบ 

วันที่ 23 มกราคม 2567 นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กรุ๊ป หรือเอ็มไอ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ในปี 2567 แม้เม็ดเงินโฆษณามีแนวโน้มเติบโต แต่จะเป็นการเติบโตในอัตราน้อยกว่าปี 2566 จากหลายปัจจัยท้าทายทั้งในและนอกประเทศที่ส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายของผู้บริโภค และการใช้งบฯการตลาดของภาคธุรกิจ

โดยจากการประเมินของบริษัท คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาในปี 2567 จะมีมูลค่าประมาณ 88,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นเล็กน้อยประมาณ 4% จากปีก่อนหน้าที่เติบโตอยู่ที่ 4.4% หรือประมาณ 84,500 ล้านบาท

สื่อดิจิทัลพลิกแซงสื่อทีวี

ซึ่งเม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่จะไปกระจุกอยู่ในสื่อดิจิทัล และสื่อนอกบ้าน ขณะที่สื่ออื่น ๆ ทั้งทีวี สิ่งพิมพ์ ยังหดตัวต่อเนื่อง อีกทั้งในปีนี้มีความเป็นไปได้ว่าสื่อดิจิทัลจะพลิกแซงสื่อโทรทัศน์ได้เป็นครั้งแรก เนื่องจากกระแสความนิยมของสื่อดิจิทัล เช่น โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม วิดีโอ บริการสตรีมมิ่ง ฯลฯ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

รวมถึงฟังก์ชั่นใหม่อย่าง Affiliate หรือการแบ่งรายได้จากการขายสินค้า-บริการให้กับ KOLs/Influencers เมื่อผู้บริโภคซื้อผ่านลิงก์ในโพสต์หรือวิดีโอ ร่วมกับพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภคที่ย้ายไปออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

โดย MI GROUP ได้ประเมินสัดส่วนเม็ดเงินโฆษณาของสื่อหลักในปี 2567 ดังนี้

  • สื่อโทรทัศน์และสื่อดั้งเดิมอื่น ๆ (สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โรงภาพยนตร์) สัดส่วน 35%
  • สื่อดิจิทัล สัดส่วน 45%
  • สื่อนอกบ้าน (Out of Home & Transit Media) สัดส่วน 20%

MI GROUP

ซึ่งในปี 2567 นี้ถือว่าเป็นปีแห่งการฟื้นตัว จากการที่มีปัจจัยบวกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศจีน และปริมาณนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะแตะ 31.5 ล้านคน รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่นิ่งกว่าทุกปีที่ผ่านมา และนโยบายรัฐที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ลดค่าครองชีพ เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ และดิจิทัลวอลเลต เป็นต้น

โดยอุตสาหกรรมหมวดสินค้าและบริการที่คาดว่าจะคึกคักในปีนี้ คือ

  • Personal Care & Beauty 15,227 ล้านบาท
  • Health & Wellness 5,346 ล้านบาท
  • Automotive 3,633 ล้านบาท
  • Travel % Leisure 2,706 ล้านบาท
  • Finance & Credit Card 2,062 ล้านบาท
  • Pet Foods & Care 451 ล้านบาท

“จากการที่เศรษฐกิจเริ่มมีปัจจัยบวก ทำให้ผู้บริโภคเริ่มอยากจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเทรนด์ซื้อก่อนจ่ายทีหลังจะชัดเจนขึ้นในปีนี้ โดยโฆษณาสินเชื่อที่ออกใหม่ปีนี้ จะต้องมีข้อความ “กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้” อยู่ในโฆษณาตามเกณฑ์ของแบงค์ชาติด้วย”

ทั้งนี้ ถึงแม้จะมีปัจจัยบวกที่เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ แต่ก็ยังคงมีปัจจัยลบอยู่ไม่น้อย ที่อาจจะส่งผลต่อภาคธุรกิจในการตัดสินใจใช้งบฯ และวางกลยุทธ์ตลาด ทั้งปัจจัยลบจากหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก และค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ

รวมถึงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ขาดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นผลมาจาก FTA ทำให้สินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้าไทย และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ยากขึ้น และภัยธรรมชาติ ที่อาจจะส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสังคมสูงวัย ที่มีกลุ่มวัยที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกใหม่ไม่ถึง 40%

เทรนด์ Affiliate Marketing โตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่าปี 2567 นี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนขึ้นในตลาดค้าปลีกจากตัวเร่งปฏิกิริยาของวิกฤตการณ์โควิดและดิจิทัลเทคโนโลยีที่ทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าเปลี่ยนรูปแบบไป รวมถึงเทรนด์ของ Affiliate Marketing ที่กำลังเป็นที่สนใจและมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

ซึ่งหากในอนาคตมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถวัดผลและจ่ายค่าตอบแทนได้โปร่งใสและแม่นยำมากขึ้น หรือมีแคมเปญที่ดึงดูดใจมากขึ้นจากทั้งฝั่งแบรนด์ และแพลตฟอร์ม ที่จะช่วยดึงดูด Kols/Influencers เบอร์ใหญ่เข้ามาทำได้ ก็น่าจะได้เห็นแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งแบรนด์เล็กและแบรนด์ใหญ่ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Affiliate Marketing เข้มข้นมากขึ้น โดยอาจจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ค้าปลีกและสื่อสารการตลาดที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


MI GROUP