สำรวจรายได้-กำไร 5 ยักษ์ธุรกิจร้านอาหาร ไตรมาส 1 ปี 2567 “ไมเนอร์ ฟู้ด-MK” รายได้โตแผ่ว แต่กำไรโตสวนกระแส ส่วน “S&P” กำไรลดฮวบกว่า 12 ล้านบาท ขณะที่ “CRG-เซ็น กรุ๊ป” รายได้โตแกร่ง พร้อมเดินหน้าขยายสาขาใหม่ต่อเนื่อง
วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไตรมาส 1 ปี 2567 ถือเป็นช่วงที่หลาย ๆ ธุรกิจฟื้นตัวกันอย่างเต็มกำลัง สะท้อนจากที่มีผู้ประกอบการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจกันอย่างเต็มสูบตั้งแต่ต้นปี ซึ่งธุรกิจร้านอาหารก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่กลับมาฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากการที่ผู้คนออกมารับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น
ซึ่งจะสังเกตได้จากในช่วงปีที่ผ่านมาช่องทาง Dine-in กลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เองก็จะเริ่มเห็นการขยายสาขา หรือการเปิดร้านอาหารรูปแบบใหม่ออกมาให้เห็นกันมากขึ้น
“ประชาชาติธุรกิจ” สำรวจผลประกอบการธุรกิจร้านอาหารยักษ์ใหญ่ “ไมเนอร์ฟู้ด-เอ็มเค-CRG-S&P-เซ็นกรุ๊ป” ไตรมาส 1 ปี 2567 ใครโตมาก โตน้อย
ไมเนอร์ ฟู้ด-กำไรโตสวนรายได้
เริ่มต้นจากบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เจ้าของร้านอาหาร เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เล่อร์, เบอร์เกอร์ คิง ฯลฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัทมีรายได้รวมจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านอาหารเติบโต 4% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 8,043 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากร้านอาหารในประเทศไทย ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ รวมถึงกำไรจากกิจการร่วมค้าที่เติบโตขึ้น โดยในส่วนของ EBIDA จากการดำเนินงานเติบโต 9% หรือประมาณ 1,840 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยสาเหตุหลักมากจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น และการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบในประเทศจีนที่ลดลง จึงส่งผลให้ EBIDA จากการดำเนินงานเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของรายได้
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2567 ไมเนอร์ฟู้ด มีร้านรวมแล้ว 2,642 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทลงทุนเอง 1,353 สาขา และสาขาแฟรนไชส์ 1,289 สาขา ครอบคลุม 23 ประเทศ

MK-รายได้ลดฮวบกว่า 143 ล้าน
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านเอ็มเค สุกี้ ยาโยอิ แหลมเจริญ ยามาซากิฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 บริษัทและบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายและบริการเท่ากับ 3,946 ล้านบาท ลดลง 143 ล้านบาท หรือลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยอดขายสาขาเดิมก็ได้ปรับลดลง 6.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
โดยเป็นการลดลงจากช่องทางดีลิเวอรี่เป็นหลัก ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากช่องทาง Dine-in ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 84% ในไตรมาส 1 ปี 2566 เป็น 85% สำหรับไตรมาสเดียวกันของปีนี้ เนื่องจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาปรับตัวดีขึ้น ลูกค้าส่วนใหญ่จึงกลับมาใช้บริการที่ร้านมากขึ้น
และมีกำไรสุทธิ 347 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอยู่ที่ 2,323 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 17 ล้านบาท หรือประมาณ 0.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงาน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายการตลาด

S&P กำไรลดฮวบ-ดีลิเวอรี่โตแผ่ว
ด้านฝั่งบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SNP เจ้าของร้านอาหารและเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์ “เอส แอนด์ พี” รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 มีรายได้รวม 1,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยรายได้จากร้านอาหารในประเทศลดลง 22 ล้านบาท หรือลดลง 2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักเนื่องจากการลดลงของรายได้ในช่องทาง “ซื้อกลับบ้าน” และ “บริการจัดส่งอาหาร” โดยเฉพาะจากร้านในศูนย์การค้า, ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้าน Stand Alone
ขณะที่ช่องทาง Dine-in หรือรับประทานที่ร้านเพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยจากการออกแบบและจัดหมวดเมนูใหม่ โดยเฉพาะเมนูอาหารจานเดียวและการจำหน่ายข้าวแช่
และมีกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท ลดลง 12 ล้านบาท หรือลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าเช่าที่กลับสู่ราคาเช่าปกติตามสัญญา และมีการตัดจำหน่ายสินทรัพย์จากร้านอาหาร 7 สาขาที่ถูกปิดไปในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 (ส่วนใหญ่เนื่องจากการหมดอายุสัญญาเช่า)

CRG รายได้-กำไรโตแกร่ง
กลุ่ม CRG ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ Centel โดยมีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอทั้ง เค เอฟ ซี, มิสเตอร์โดนัท, อานตี้แอนส์, โอโตยะ ฯลฯ ซึ่งในไตรมาส 1 บริษัทมีสาขาร้านอาหารทั้งสิ้น 1,618 สาขา เพิ่มขึ้น 19 สาขา จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยกลุ่มธุรกิจอาหารในไตรมาส 1/2566 มีรายได้รวม 3,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113 ล้านบาท หรือประมาณ 4% ซึ่งเป็นการเติบโตของยอดขายของสาขาเดิม (%SSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรสที่รับบริหาร เติบโตเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1%
ขณะที่ภาพรวมอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (%TSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรส ที่รับบริหารอยู่ที่ 3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตของรายได้มาจากแบรนด์หลักคือ เค เอฟ ซี, อานตี้แอนส์ และโอโตยะเป็นหลัก
ซึ่งในส่วนของธุรกิจอาหาร มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33 ล้านบาท หรือ 36% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2567 บริษัทมีแผนการปิดสาขาที่ไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายเพื่อรักษาอัตราทำกำไรของบริษัทและพิจารณาเปิดสาขาใหม่ด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
โดยจะมุ่งเน้นการขยายสาขาในแบรนด์หลัก ที่มีอัตราการทำกำไรสูง รวมถึงการปรับลดขนาดหรือปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สะท้อนกับยอดขาย หรือกลุ่มลูกค้าที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

เซ็น กรุ๊ป Q1/67 ทำรายได้โต 12%
ขณะที่บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านอาหาร ZEN, Musha by ZEN, Sushi Cyu Carnival Yakiniku, AKA, On the Table Tokyo cafe, ตำมั่ว, เขียง ฯลฯ รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2567 มีรายได้รวม 1,019 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106 ล้านบาท หรือ 12% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจร้านอาหารเติบโตขึ้น 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการเปิดสาขาใหม่ การปรับปรุงร้าน การพัฒนาแบรนด์ และการออกโปรโมชั่นต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่มาใช้บริการให้มากที่สุด
และธุรกิจอาหารค้าปลีกเติบโตขึ้น 61% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต ทั้งธุรกิจค้าปลีกเครื่องปรุงรสและธุรกิจค้าปลีกอาหารทะเลแช่แข็ง และวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ
โดยไตรมาส 1 ปี 2567 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาเป็นจำนวน 15 ล้านบาท หรือ 41% และมีอัตรากำไรสุทธิลดลง 1.9% ซึ่งแบ่งเป็นกำไรส่วนของบริษัทใหญ่จำนวน 16 ล้านบาท และกำไรของส่วนที่ไม่มีอำนาจควบคุมจำนวน 6 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องจับตาดูว่าในช่วงไตรมาส 2 ธุรกิจร้านอาหารจะเติบโตมากน้อยแค่ไหน เพราะธุรกิจร้านอาหารถือเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ประกอบกับในช่วงไตรมาส 2 เป็นช่วงที่ผู้คนอาจจะใช้จ่ายกันอย่างระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ก็ต้องติดตามดู