“ปิกอัพ-เก๋ง” ญี่ปุ่นทรุด สวนทางรถ EV จีนโตฉลุย

BYD_Dolphin

ค่ายรถญี่ปุ่นหืดจับตลาดทรุดต่อเนื่องครึ่งปีหดตัวเกือบ 10% หวั่นครึ่งปีหลังไม่กระเตื้อง ทั้งปีไม่ถึง 8.5 แสนคัน สภาอุตฯเตรียมปรับเป้าผลิตลดลง 5 หมื่นคัน “โตโยต้า” แย้มซัพพลายชอร์ตแบ็กออร์เดอร์ค้างกว่า 3 หมื่นคัน แก้เกมผนึกไฟแนนซ์ลดเงื่อนไขปล่อยสินเชื่อกระตุกยอดอีก 2 ไตรมาส รถจีนยิ้ม “EV” ช่วยพยุงตลาด

แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศแม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้ง ได้เปิดสมัยประชุมสภา แต่ยังต้องรอลุ้นว่าจะใช้เวลาอีกยาวนานเท่าไหร่กว่าจะได้เห็นหน้าตารัฐบาลชุดใหม่ ในมุมมองภาคธุรกิจเหล่านี้คือความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินต่อไป รวมทั้งความมั่นใจของผู้บริโภคที่ยังไม่ดีขึ้น

ตลอดจนความเข้มงวดของสถาบันการเงินที่มีความกังวลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค อันส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการผ่อนชำระของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ที่ต้องการความคล่องตัวทางเศรษฐกิจเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ

ปรับเป้าผลิตรับตลาดหดตัว

แหล่งข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์และแนวโน้มตลาดรถยนต์ว่า ยังน่ากังวลตลาดในช่วง 6 เดือนแรกตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ คาดว่ามียอดขายที่ 4 แสนคัน หดตัวไปราว ๆ เกือบ 10% และแนวโน้มครึ่งปีหลังไม่น่าจะดีขึ้น อย่างเก่งแค่ทรง ๆ โดยขณะนี้ได้มีการหารือกันเพื่อปรับเป้าการผลิตทั้งอุตสาหกรรม จากเดิมที่ประเมินไว้ทั้งปี 1.95 ล้านคัน เป็นขายในประเทศ 45% ส่งออก 55% คาดว่าจะต้องปรับลงอีกราว ๆ 5 หมื่นคัน

“เหตุผลนอกจากกำลังซื้อที่ลดลงแล้วยังเจอปัญหาด้านการผลิตโดยเฉพาะซัพพลายชิ้นส่วนและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งตรงนี้น่าจะทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมยานยนต์หดหายไปหลายหมื่นล้านทีเดียว”

เอทีฟ ค้างออร์เดอร์ 3 หมื่นคัน

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดครึ่งปีหลังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สภาพตลาดคงไม่หวือหวาอะไรมาก ตัวเลขน่าจะทรง ๆ หรือใกล้เคียงปีที่แล้ว ทั้งปีน่าจะอยู่ประมาณ 8.4-8.5 แสนคัน จากเดิมที่คาดการณ์กันไปถึง 9 แสนคันหรือโตขึ้นราว ๆ 6% ทั้งนี้ ตลาดปิกอัพยังได้รับผลกระทบหนักสุด

ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการความเข้มงวดของสถาบันการเงินและไฟแนนซ์ต่าง ๆ ซึ่งคงต้องรอดูว่าตลาดในกลุ่มนี้จะมียอดฟื้นกลับมามากน้อยแค่ไหน อีกปัจจัยหนึ่งคือ การผลิต ตอนนี้โตโยต้ามีปัญหาชิ้นส่วนซัพพลายไม่ทัน ทำให้โตโยต้า เอทีฟ ซึ่งเป็นรถขายดีของเราปัจจุบันมีแบ็กออร์เดอร์สูงถึง 3 หมื่นคัน

“เรายังเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลัง รถยนต์หลายกลุ่มยังพอไปได้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มีเงินเดือนประจำ พนักงานบริษัทเอกชนต่าง ๆ ยังคงมีความต้องการใช้รถยนต์ รวมทั้งกลุ่มสินค้าเกษตร ราคาพืชผลดีขึ้น น่าจะช่วยผลักดันให้ยอดขายรถยนต์กลับมาอยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงกันกับปีก่อนได้”

ทางออกของโตโยต้า ตอนนี้พยายามทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน นำเสนอแพ็กเกจที่เข้าถึงง่าย รวมถึงประกันภัยต่าง ๆ เพื่อให้ข้อเสนอเหมาะสมกับความต้องการและการใช้งานของลูกค้า ส่วนด้านอื่น ๆ คงไปเน้นเรื่องการควบคุมค่าใช้จ่าย บริหารต้นทุนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ตลาดผันผวน หนี้เสียเยอะ ปริมาณรถยึดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โตโยต้ายังมีรายได้เพิ่มเติมจากการทำธุรกิจประมูลรถยนต์มือสองออนไลน์ โดยมีการจัดตั้งบริษัท ออกชั่น เอ็กซ์เพรส ประมูลรถยึดจากไฟแนนซ์ในเครือ และระยะหลังยังรับจ้างแบรนด์อื่น ๆ จัดประมูลด้วย ซึ่งต่อปีสามารถทำรายได้เพิ่มเติม โดยมียอดประมูลต่อเดือน 500-600 คัน

เพิ่มความถี่รถใหม่

ด้านนายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินสถานการณ์ตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังคล้าย ๆ กัน แต่เชื่อว่ายังคงมีโอกาสเติบโต เนื่องจากปัจจัยบวกที่ค่ายรถยนต์หลาย ๆ ค่ายเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่จากหลาย ๆ ทางเลือก มีการเปรียบเทียบที่มากขึ้น และลูกค้าให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย

ทั้งนี้ เชื่อว่าลูกค้ามีการประเมินอย่างถี่ถ้วนในการมองหารถที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน มากกว่าจะซื้อรถแบบ emotional การสร้างความชัดเจนในความคุ้มค่าของสินค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องหาลูกค้าให้ตรงกับกลุ่มของสินค้า อีกทั้งยังมีกิจกรรมทางการตลาดถึง 2 อีเวนต์ใหญ่ อย่างงาน BIG Motor Sales และ Motor Expo น่าจะช่วยผลักดันยอดขายได้

“ซูซูกิเองยังคงมุ่งเน้นนำเสนอสินค้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายและคุ้มค่าทั้งราคาสินค้าและการบำรุงรักษารถยนต์ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกประหยัดพลังงานสำหรับชีวิตจริง”

ลุ้นรถ EV ช่วยพยุงตลาด

เช่นเดียวกับ นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังเชื่อว่า ปีนี้ตลาดน่าจะโตกว่าปีก่อนขึ้นมาเล็กน้อย น่าจะไปได้ถึง 850,000 คัน หรือ 900,000 คัน โดยพิจารณาจากครึ่งปีแรก ตัวเลขตลาดรวมรถยนต์ต่ำกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 6% ขณะตลาดรถ EV กลับโตมากกว่า 10 เท่า แม้ว่าตลาดปิกอัพตกลง แต่รถเก๋งเติบโตขึ้น และยังมีความเชื่อว่าในช่วงปลายปี ตลาดปิกอัพน่าจะดีขึ้น เป็นผลเนื่องจากภาพรวมของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การลงทุนอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกอย่างต่อเนื่องน่าจะส่งผลดี แต่อาจจะช้า แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีในช่วงครึ่งปีหลัง

“หากเปรียบเทียบเดือนต่อเดือนปีก่อนหน้ากับปีนี้ ในเดือน พ.ค. 2566 ตัวเลขปรับขึ้นมาเท่าเดิม ถ้า 2-3 เดือนนี้เป็นไปเช่นนี้ ช่วงปลายปีน่าจะดีขึ้น โดยเดือน พ.ค. 2566 ตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นเท่ากับปีที่แล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจดีขึ้น แนวโน้มภาพเศรษฐกิจปีนี้ดีกว่าปีก่อน”

นายประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จํากัด ดิสทริบิวเตอร์ BYD กล่าวว่า ตลาดรถ EV ปีนี้น่าจะโตเป็น 2 เท่าตัว หรือมากกว่า 6 หมื่นคัน ซึ่ง BYD ได้นำเสนอรถ EV รุ่นที่ 2 เป็นซิตี้คาร์ BYD Dolphin ตั้งราคาขายเริ่มต้นที่ 699,999 บาท ตั้งเป้าว่าจนถึงสิ้นปีเฉพาะ BYD Dolphin จะมียอดขายสูงถึง 3 หมื่นคัน และมีเป้ารวมทั้งหมด 5 หมื่นคัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับแบรนด์ Neta ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้นมียอดจดทะเบียน Neta V ทั้งสิ้น 5,955 คัน เฉพาะยอดจดทะเบียนในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมากระโดดขึ้นไปถึง 2,203 คัน จาก 5 เดือนก่อนหน้าที่มียอดจดทะเบียนเฉลี่ย 500-600 คัน

ด้านนายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เดิมตั้งแต่ช่วงต้นปีคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปีนี้จะดีขึ้น แต่เอาเข้าจริงกลับลดลงไปเยอะมากเกือบ 10% โดยเฉพาะปิกอัพลงไปกว่า 20% ดังนั้นยอดขายทั้งปี 2566 น่าจะอยู่ราว ๆ กว่า 8 แสนคัน


“มาสด้ายังมองว่า ผู้บริโภคมีตัวเลือกในตลาดมากขึ้น มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเยอะ ดังนั้นเขาอาจจะยังไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจซื้อ”