สมศักดิ์นำทีมกระทรวงยุติธรรม ดีเอสไอ-ป.ป.ช. แถลงรับคดีทุนจีนสีเทา เป็นคดีพิเศษ ยกระดับเป็นคดีนอมินี แจงยิบ ช่องทาง คกก.คดีพิเศษ คาด 1 เดือนตั้งข้อกล่าวหา ประสาน ธปท. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน ชูวิทย์ลั่น ประชาชนชนะครั้งเดียวล้มทั้งกระดาน
วันที่ 15 ธันวาคม 2565 ที่ cook & coff เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่าที่ ร.ต.ธรกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการ รมว.ยุติธรรม นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการ ป.ป.ส. และ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วยนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ร่วมกันแถลงข่าวรับคดีตู้ห่าวไว้เป็นคดีพิเศษ
นายสมศักดิ์กล่าวว่า การจัดให้คดีทุนจีนสีเทาเป็นคดีพิเศษเลขที่ 314/2565 ตามท้ายบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสอบสวนคดีพิเศษ มาตรา 21 (1) เนื่องจากเข้าข่ายลักษณะคดีที่มีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก หรือมูลค่าสูง และมีความเกี่ยวข้องที่จะต้องทำแบบลึกซึ้ง หรือมีความสลับซับซ้อน
โดยปกติของคดีธรรมดาอาจจะเป็นหน่วยงานอื่นไปไม่ได้ถึงมากมายเหมือนดีเอสไอ และกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยอธิบดีดีเอสไอ ดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดีเอสไอ ที่มีนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี คือนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยได้ยกระดับเป็นคดีพิเศษเพิ่มการกระทำความผิดฐานนอมินี นอกเหนือจากเรื่องฟอกเงินและยาเสพติด
นายสมศักดิ์กล่าวว่า สำหรับคดีฟอกเงิน ยาเสพติดที่ทำมาแล้ว ดำเนินการมาแล้ว โดยยึดอายัดทรัพย์สินมาแล้ว 3,020 ล้านบาท รวมวันนี้ได้อายัดเพิ่ม 189 ล้านบาท ในกลุ่มทรัพย์สินที่คุณพัชรินทร์ถืออยู่และกลุ่มหุยวู ซึ่งมีที่ดิน บ้าน อาคารชุด รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่หักที่ซ้ำซ้อนแล้ว 4,401 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ต้องยึดอายัด สอบสวน และจะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนและให้ปากคำภายใน 2 สัปดาห์ และจะเร่งสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้องภายในไม่เกิน 30 วัน”

พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า หลังจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุมัติเป็นคดีพิเศษ ฐานความผิดฟอกเงินทางอาญา ซึ่งเป็นความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.คดีพิเศษ ซึ่งเป็นอำนาจของอธิบดีโดยตรง ผ่านคณะกรรมการกลั่นรอง แต่กรณีที่จะเข้าคณะกรรมการคดีพิเศษต้องเป็นคดีอาญาอื่นที่ไม่อยู่ในบัญท้ายฯ
“ในเรื่องทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ส. คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ส่วนในเรื่องของทรัพย์ที่เราพบว่ามีการโอน เปลี่ยนแปลงสภาพเป็นความผิดอาญาฟอกเงิน ดีเอสไอมีการยึดและอายัดไว้เช่นเดียวกัน ดีเอสไอรับเฉพาะคดีอาญาฟอกเงิน คือการโอน รับโอนเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด” พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า การเป็นคดีพิเศษไปได้สองช่องทาง 1.ความผิดอาญาที่บัญญัติไว้ท้าย พ.ร.บ.ดีเอสไอ ส่วนใหญ่เป็นคดีเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร รวมทั้งฟอกเงิน ถ้าเข้าลักษณะมูลค่าความเสียหายสูง อธิบดีดีเอสไอสามารถอนุมัติได้เลย 2.คดีความผิดอาญาอื่นที่ไม่ได้อยู่บัญชีท้าย พ.ร.บ.ดีเอสไอ ต้องใช้อำนาจคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ในการรับเป็นคดีพิเศษ

พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวว่า เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว อำนาจเป็นของดีเอสไอเต็ม สามารถใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ กฎหมายบูรณาการได้เต็มรูปแบบ สามารถตั้งเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐอื่นมาเป็นคณะกรรมการสอบสวนได้ มีพนักงานอัยการร่วมสอบสวนได้ มีผู้เชี่ยวชาญร่วมสอบสวนได้”
“แนวทางในการดำเนินการเรื่องอาญาฟอกเงิน จะดำเนินการกับคนที่โอนและรับโอนเงิน หรือทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดในเรื่องนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะโอนไปกี่ทอด กี่ชั้นก็ตาม ถ้าพิสูจน์ได้ว่าการโอนนั้นเป็นการโอนที่ได้จากการกระทำความผิดฐานมูล และให้ ป.ป.ส.ดำเนินการ” พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว
นายปิยะศิริกล่าวว่า ในคดีความผิดมีหลายฐาน และมีการยึดทรัพย์หลายหน่วย ในคดีอาญาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการอยู่ก็ดำเนินการไป แต่ทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับฐานความผิดยาเสพติดก็ต้องส่งให้ ป.ป.ส.ในท้ายที่สุด ถ้าเป็นทรัพย์จากการกระทำความผิดและศาลลงโทษก็เข้ากองทุน
“ดีเอสไอดำเนินการออกมาเป็นเลขคดี โดยมีฐานความผิด 2 เรื่อง หนึ่ง ฟอกเงินยาเสพติด ก็ทำไป เพราะทรัพย์ที่ยึดมีทรัพย์โดยตรง และไม่ใช่โดยตรง คือ ปกปิด ซุกซ่อน และกฎหมายนอมินี ซึ่งเป็นอำนาจแนบท้าย พ.ร.บ.ดีเอสไอ ซึ่งอธิบดีดีเอสไอมีอำนาจอนุมัติเป็นคดีพิเศษได้เลย โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการคดีพิเศษ”
นายปิยะศิริกล่าวว่า นอกจากยกระดับเป็นคดีพิเศษแล้ว ป.ป.ส.อยู่ระหว่างออกคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สิน เพื่อยึด อายัดเพิ่มเติม มูลค่า 1,223.4 ล้านบาท
ว่าที่ ร.ต.ธนกฤตกล่าวว่า วันนี้มีการออกหมายเรียกแล้ว และภายใน 2 สัปดาห์จะออกหมายเรียกให้ครบทั้งหมด หลังจากนั้นภายใน 1 เดือนจะสรุปเพื่อตั้งข้อกล่าวหา ทั้งคดีสมคบ ฟอกเงิน ยาเสพติด หรือนอมินี ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน
ชูวิทย์ชี้ “ชนะครั้งเดียว ล้มทั้งกระดาน”
นายชูวิทย์กล่าวว่า ตนคิดว่าการเป็นคนดีในสังคมนี้ต้องอดทน และต้องแสดงให้กับคนต่าง ๆ ได้เห็นว่า ความเป็นคนดี หรือการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมนั้น ไม่ได้ง่าย แต่อย่าหมดกำลังใจ ผมต่อสู้มาเพื่อให้ผดุงความยุติธรรมของสังคมนี้
ผมยืนยันว่า ไม่มีสิ่งใดอยู่เบื้องหลัง ไม่รู้จักใครเป็นส่วนตัว เกลียดใครเป็นส่วนตัว ผมเพียงทำในนามพลเมืองของสังคมนี้ สิ่งที่ผมทำเพราะต้องการให้เป็นตัวอย่าง เพราะถ้าเป็นอาชญากรรมใหญ่ ท่านอาจจะอาศัยชาวบ้านคนหนึ่ง ท่านอาจจะอาศัยใครที่เป็นคนดีคนหนึ่งก็คงจะลำบาก จะอาศัยคนที่ไม่รู้เท่าทันขั้นตอนของขั้นตอนราชการ หน่วยงานของกฎหมาย เมื่อมาที่กระทรวงยุติธรรม ผมเกิดความมั่นใจ”
นายชูวิทย์กล่าวว่า ผมไม่ได้ทำในนามส่วนตัว ผมไม่ได้มีอะไรเป็นการบาดหมาง หรือรู้จักนายตู่ห่าวเป็นส่วนตัว หรือมาเฟียจีนทั้งหลายผมไม่ได้รู้จัก แต่ก็มีคนพยายามโยงว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง เป็นคนดีในสังคมจึงเป็นลำบาก เป็นคนชั่วน่าจะสบายใจกว่า เพราะทำอะไรเปิดเผยได้ ซื้อเครื่องบินได้ สร้างโรงแรมใหญ่โตได้

“กระทรวงยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้าย ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้า ผมจะไปสะพานพุทธ ไปโดดน้ำตายดีกว่า ผมเป็นประชาชน ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียง 3 เดือนข้างหน้ามีเลือกตั้งผมก็ได้แค่ 5 วินาทีเท่านั้น ไม่ได้หวังว่าจะไปเป็นนักการเมือง ไม่ได้หวังอำนาจวาสนา ไม่ได้หวังเงินทอง ค่านำจับ 5 เปอร์เซ็นต์ ผมไม่ใช่สักบาทเดียว ผมขอไปบริจาคให้กับโรงพยาบาล” นายชูวิทย์กล่าว
นายชูวิทย์กล่าวว่า วันนี้นำกระเช้าดอกไม้ ไม่ได้มีค่า แต่นำมาให้ด้วยใจ ให้เห็นว่ากระทรวงยุติธรรมยังมีอุดมการณ์ ทีมงานกระทรวงยุติธรรม คนติดคุก ติดตะรางอย่างตน มองออกว่า เราต้องแพ้ก่อน เราถึงจะชนะ ประชาชนอย่างผมจะแพ้กี่ครั้งก็ไม่เป็นไร เราแพ้ได้ตลอดเวลา แต่อย่าให้ประชาชนอย่างตนชนะ ชนะแค่ครั้งเดียว มันล้มกระดานได้หมด
