Skip to content

โพสต์รูปแอลกอฮอล์ลงโซเชียล ผิดกฎหมายหรือไม่ มีโทษอย่างไร

15 ส.ค. 2566 | 16:45น.
โพสต์รูปแอลกอฮอล์ลงโซเชียล ผิดกฎหมายหรือไม่ มีโทษอย่างไร

เปิดข้อกฎหมายควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงโซเชียลในประเทศไทย มีความผิดหรือไม่ หลังเกิดกรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพตนเองถือขวดแอลกอฮอล์ที่เป็นคราฟต์เบียร์

วันที่ 15 สิงหาคม 2566 จากกรณีที่นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพตนเองถือขวดแอลกอฮอล์ที่เป็นคราฟต์เบียร์ พร้อมระบุข้อความว่าเป็นคราฟต์เบียร์ตัวแรกใน จ.พิษณุโลก ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่าผิดกฎหมายฐานการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือไม่

“ประชาชาติธุรกิจ” กางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย เทียบกรณีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่ 1 โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นภาพตนเองถือขวดแอลกอฮอล์ที่เป็นคราฟต์เบียร์

เปิดกฎหมายโฆษณาเหล้า-เบียร์ในไทย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551 โดยระบุความในมาตรา 32 ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม

การโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ใด ๆ โดยผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทให้กระทำได้เฉพาะการให้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้เชิงสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีการปรากฏภาพของสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น เว้นแต่เป็นการปรากฏของภาพสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสัญลักษณ์ของบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเท่านั้น ทั้งนี้ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

เบียร์
ภาพจาก PIXABAY

บทลงโทษ หากกระทำผิด

พระราชบัญญัติ หมวด 7 บทกำหนดโทษ มาตรา 43 ระบุไว้ว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 32 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทำไมต้องมีกฎหมายควบคุมโฆษณาเหล้า-เบียร์ ช่วงท้ายของ พ.ร.บ. ฉบับปี 2551 ยังระบุถึงสาเหตุที่ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ว่า

“เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุและอาชญากรรม ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรกำหนดมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์”

“รวมทั้งการบำบัดรักษา หรือฟื้นฟูสภาพผู้ติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ ช่วยสร้างเสริมสุขภาพของประชาชนโดยให้ตระหนักถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดชนช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนมิให้เข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้โดยง่าย จึงจำเป็นต้องใช้พระราชบัญญัตินี้”

ผศ.ดร.บุญอยู่ชี้ หมออ๋องเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ผศ.ดร.บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ อนุกรรมการแก้ไขกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า หากว่าตามหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ในมาตรา 32 ระบุชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงใจผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม

ซึ่งจะเป็นการควบคุม 2 กรณี ทั้งการโฆษณาและการแสดงชื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรณีที่เกิดขึ้นจะเข้าข่ายเรื่องที่ 2 คือ การแสดงชื่อหรือเครื่องหมาย ทั้งยังมีข้อความระบุว่า ของดีพิษณุโลก, สดชื่น ทั้งหมดนี้เป็นคำชักจูงใจ

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา

“จริง ๆ คุณหมอเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อสังคม (influencer) แค่โชว์ภาพก็ถือเป็นการจูงใจแล้ว ฉะนั้นถ้าตีความตามกฎหมายที่ใช้ในขณะนี้ ก็ถือเป็นความผิดตามมาตรา 32 ซึ่งมีบทลงโทษตามมาตรา 43 คือผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 32 จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้น ถ้ายังฝ่าฝืนต่อก็จะมีการปรับเป็นรายวัน เช่น ภาพที่โพสต์ยังโพสต์ต่อ ก็จะปรับวันละไม่เกิน 5 หมื่นบาท จนกว่าจะมีการแก้ไขให้ถูกต้อง” ผศ.ดร.บุญอยู่กล่าว

เมื่อถามว่า ตามกฎหมายแล้วผู้ใดสามารถแจ้งความเอาผิดกับนายปดิพัทธ์ได้บ้าง ผศ.ดร.บุญอยู่กล่าวต่อว่า กรณีนี้ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สังกัดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หากพบความผิดเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้ ก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้

รวมถึงกรณีที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องตีความกรณีดังกล่าวก็จะมีคณะอนุกรรมการชื่อว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ

“ส่วนกรณีนี้ ส่วนตัวมองว่าชัดเจนกว่าเคสที่แล้วมาเร็ว ๆ นี้แทบไม่ต้องพิจารณา ซึ่งเคสที่แล้วยังต้องมีการตีความอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างนัดประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการกระทำความผิดฯ” ผศ.ดร.บุญอยู่กล่าว

ถามย้ำว่า เคสดังกล่าวคือกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา ร้องเอาผิดกับนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ได้พูดชื่อแอลกอฮอล์ผ่านสื่อใช่หรือไม่ ผศ.ดร.บุญอยู่กล่าวว่า ประมาณนั้น กรณีนี้ยังมีความคลุมเครือว่าเป็นการยกตัวอย่างหรือเป็นนโยบาย เพียงแต่มีการพูดชื่อแอลกอฮอล์ แต่ส่งผลให้ขายจนหมดเกลี้ยง

“ประจักษ์ชัดว่าการที่บุคคลมีชื่อเสียง คนระดับผู้นำไปพูด ทำให้เกิดลักษณะว่าสินค้านั้นได้รับการโปรโมต แม้ไม่ได้เจตนาชัดเจนแต่ก็เห็นผลมาแล้ว” ผศ.ดร.บุญอยู่กล่าว

ปดิพัทธ์ไม่หวั่นโพสต์เบียร์ ไม่ได้เมาแล้วขับ-ทำร้ายใคร

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก และรองประธานสภา คนที่ 1 กล่าวถึงกรณีดราม่าการโพสต์รูปคราฟเบียร์ว่า เป็นเรื่องปกติที่เราเห็นถึงการนำเสนอเรื่องราวบางอย่าง ก็จะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หากเราย้อนไปดูกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อาจเข้าข่ายห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็เพิ่งมามีเมื่อตอนปี 2551 ก่อนหน้านี้ก็มีโฆษณากันตามทีวีและสื่อต่าง ๆ ได้หมด เมื่อเรารู้ว่า การทำสุราชุมชน หรือการทำคราฟต์เบียร์ ในท้องถิ่น เป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าให้กับจังหวัดนั้น ๆ ได้

แต่เรากลับปิดกั้นการโฆษณา แล้วบอกว่าเรื่องนี้จะต้องนำมาสู่การติดคุกหรือโดนค่าปรับถึง 500,000 บาท ทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าที่จะโฆษณา ซึ่งคำว่า โฆษณาไม่ใช่แค่เชิญชวนให้มาดื่ม แค่จะบอกว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง ยังทำไม่ได้เลย มีการซ่อนแง่ทั้งที่แท้จริง เวลาเราทำอาหารขาย ทำเครื่องดื่มขาย คนทำก็ต้องสามารถบอกได้ว่า ใช้วัตถุดิบอะไร คนแพ้ กินตัวนี้ได้หรือไม่ หรือแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างอย่างไรบ้าง

แล้วพอปิดกั้นการโฆษณา แล้วเพิ่มโทษให้หนักขนาดนี้ ตรงนี้จึงไม่สามารถทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถโฆษณาได้เลย ตรงกันข้าม เรากลับเห็นโลโก้โฆษณาสุราเจ้าใหญ่ทั่วทั้งเมือง แต่ก็เลี่ยงบาลีไปเป็นการขายน้ำโซดา ขายน้ำแร่บ้าง

ทั้งที่ประชาชนก็รู้ว่าขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือสุราเจ้าใหญ่ก็ไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับงานกีฬา และมีการขายเครื่องดื่มภายในงานต่าง ๆ โดยไม่มีอะไรผิด ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี ที่สังคมจะได้มาตั้งคำถามกันเกี่ยวกับ ‘ความชอบธรรม’ ของมาตรา 32” นายปดิพัทธ์กล่าว

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ หากมีคนไปร้อง และตอนนี้มีนายราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ออกมาตำหนิว่า ไม่เหมาะสม เพราะเป็นถึงรองประธานสภา นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิที่เขาจะมาติง แต่ตนเป็นรองประธานสภา ไม่ได้เป็นเสมียนบรรจุกฎหมาย ตนเองก็ต้องมีความคิดที่จะเสนอต่อสังคมได้เฉกเช่นเดียวกัน และตนก็คิดว่า การแก้ไขมาตรา 32 เป็นซีรีส์ที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น หลังจากที่มีการผ่านกฎหมาย “สุราก้าวหน้า” ด้วย

“ผมไม่ได้เมาแล้วขับ ผมไม่ได้เมาแล้วทำร้ายใคร แล้วผมเองก็มีความภาคภูมิใจมากที่ผลิตภัณฑ์ของชาวพิษณุโลก ควรจะมีคนอื่นได้เห็นด้วย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมอะไรทั้งสิ้น” นายปดิพัทธ์กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า ไม่กังวลใช่หรือไม่หากมีคนไปร้อง นายปดิพัทธ์กล่าวว่า ก็ร้องทุกเรื่องอยู่แล้ว เรื่องใหญ่ ๆ ไม่เคยร้อง แต่ก็มาร้องเรื่องเล็ก ไม่เห็นเป็นสาระเลย

เมื่อถามถึงโพสต์ทวิตเตอร์ยืนยันว่า จะไม่ลาออก เมื่อมีเรื่องนี้มาประกอบด้วย ก็ยังยืนยันว่า จะไม่ลาออกใช่หรือไม่ นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เรื่องลาออกเป็นการตัดสินใจของพรรค ซึ่งขณะนี้พรรคก้าวไกลยังไม่ตัดสินใจ แต่กลับมีคนอื่นมาตัดสินใจแทนเต็มไปหมด ว่า

ตัวเองจะต้องลาออก แล้วก็มีข่าวพร้อมด้วยว่า ตนยุติการปฎิบัติหน้าที่แล้ว เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ตนได้รับเลือกจากสภา และได้รับการโปรดเกล้าให้ทำหน้าที่รองประธานสภา ฉะนั้นจะทำหน้าที่เต็ม 100% จนกว่าพรรคจะมีมติเป็นอย่างอื่น ขอย้ำเพื่อความชัดเจน จะได้ไม่ต้องมีใครมาบิดเบือนหรือกดดันกัน

เมื่อถามว่า ไม่ได้กดดันใช่หรือไม่ นายปดิพัทธ์ย้ำว่า “คนที่กดดันตอนนี้ คือคนที่อยากตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย หรือคนที่จัดตั้งรัฐบาลโดยที่ต้องตระบัดสัตย์ ผมว่าคนพวกนั้นกดดันกว่าผมเยอะ ผมทำหน้าที่สบาย ๆ”