เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
Finance SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
สามัญสำนึก ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
Tech คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
World ‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
Politics รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
Economic ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
ขัตติยา อินทรวิชัย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 81 ปี KBANK
50th Impact ขัตติยา อินทรวิชัย เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ 81 ปี KBANK
สวนดุสิตโพล ชี้คนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่ ”ปัญหายาเสพติด” กระทบเชื่อมั่น รบ.
Politics สวนดุสิตโพล ชี้คนชม “ไทยช่วยไทยพลัส” ขณะที่ ”ปัญหายาเสพติด” กระทบเชื่อมั่น รบ.
สิริพงศ์ คาดชงแผนเปลี่ยนผ่าน “รถสาธารณะ เป็น EV” เข้าบอร์ดกลั่นกรองฯ กลาง ก.ค.นี้
Economic สิริพงศ์ คาดชงแผนเปลี่ยนผ่าน “รถสาธารณะ เป็น EV” เข้าบอร์ดกลั่นกรองฯ กลาง ก.ค.นี้
เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
Business เจาะลึกเทรนด์ “Pet Hotel” 3 หมื่นล้าน Pawtry ปั้นมาตรฐานใหม่ หนุนธุรกิจฝ่ากับดักเจ๊ง
ดูทั้งหมด

44 สส.ก้าวไกล ระทึกพิษยุบพรรค สู้คดีจริยธรรม ตัดสิทธิการเมืองทั้งชีวิต

10 ส.ค. 2567 | 16:24น.
ยุบก้าวไกล

ยุบก้าวไกล

คอลัมน์ : Politics policy people forum

เอฟเฟ็กต์มติศาลรัฐธรรมนูญ 9 ต่อ 0 ยุบพรรคก้าวไกล

ย่อมไม่จบแค่ยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

เพราะไม่ถึง 24 ชั่วโมงที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ปรากฏผู้รอ “ซ้ำดาบสอง” ไม่ต้องการให้พรรคก้าวไกลยักไหล่แล้วไปต่อมากมาย

เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า คดีนี้กับคดีตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 เป็นคดีรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันและมูลคดีเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไต่สวนพยานหลักฐานในมาตรฐานเดียวกัน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญฟังข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของผู้ถูกร้องเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรค 4 บัญญัติว่า “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภาคณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”

“ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมต้องผูกพันศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ด้วย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่เสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันมีเนื้อหาเป็นการลดทอนคุณค่าสถาบันพระมหากษัตริย์

และใช้เป็นนโยบายพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งโดยการใช้ประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงและชนะการเลือกตั้ง เป็นการมุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะคู่ขัดแย้งกับประชาชน ผู้ถูกร้องมีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์หรือทำให้อ่อนแอลง อันนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด”

คำวินิจฉัยดังกล่าว จึงย้อนกลับมาที่คดีของพรรคก้าวไกล ซึ่งค้างอยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีผู้จองกฐินเอาผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ให้ตัดสิทธิตลอดชีวิต

2 คดีใน ป.ป.ช.

ย้อนไปวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 “ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” ผู้ยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลในคดีที่ 3/2567 ยังยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบและเอาผิดจริยธรรมของพรรคก้าวไกล และ สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ร่วมเสนอชื่อแก้ไขกฎหมาย 112 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ 2561 ซึ่งบังคับใช้กับ สส.ด้วยนั้น ในหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ บัญญัติว่า

ข้อ 5 ต้องยึดมั่นและธํารงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ในขณะที่ข้อ 27 กำกับว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง

ต่อมา 9 กุมภาพันธ์ 2567 สนธิญา สวัสดี อดีตที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมายสภาผู้แทนราษฎร ยื่นคำร้องต่อ ปปช.พร้อมนำเอกสารหลักฐานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 และวันที่ 31 มกราคม 2567

ชี้พฤติกรรมการยื่นแก้ไขมาตรา 112 ถือว่าเป็นพฤติกรรมต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ ตั้งแต่ปี 2561-2567 ซึ่งจากคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ได้มีคำสั่งให้พรรคก้าวไกลหยุดพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการล้มล้างการปกครอง

“แม้ว่าจะดำเนินการยกเลิกนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ออกจากสื่อออนไลน์ หรือสื่อต่าง ๆ แล้ว แต่การยื่นญัตติเข้าที่ประชุมสภาให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ก็ถือว่ายังเป็นพฤติกรรมที่ยังคงกระทำสืบเนื่องกันเรื่อยมา จึงมองว่าเป็นพฤติกรรมตามอุดมการณ์ที่ร้ายแรง”

คำร้องของธีรยุทธ – สนธิญา จึงมีเป้าหมายต้องการให้มีผลการตัดสิน เทียบเคียงได้กับกรณีที่ศาลฎีกา มีคำพิพากษาคดี คมจ. 1/2565 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ร้อง ยื่นขอให้วินิจฉัยกรณีกล่าวหา น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต สส.พรรคอนาคตใหม่ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม กรณีโพสต์ข้อความพาดพิงสถาบัน ตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

โดยท่อนหนึ่งของคำวินิจฉัยระบุว่า “เมื่อผู้คัดค้าน (พรรณิการ์) ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับมาตรฐานทางจริยธรรม หมวด 1 ข้อ 6 ที่กำหนดให้ผู้คัดค้านต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

“นอกจากการกระทำโดยตรงแล้วยังหมายรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย เมื่อผู้คัดค้านยังคงปล่อยให้ภาพถ่ายและข้อความดังกล่าวปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์บัญชีการใช้งานเฟซบุ๊กของผู้คัดค้านในลักษณะเป็นสาธารณะบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ พฤติการณ์ของผู้คัดค้านเป็นการแสดงออก ถึงการไม่เคารพและเทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 6 มาตรา 50 (1) และมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 6”

ธีรยุทธชี้ผลคำตัดสิน

“ธีรยุทธ สุวรรณเกษร” กล่าวถึงฉากต่อไปที่จะดำเนินการหลังมีศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกลว่า สัปดาห์หน้าจะทำคำร้องเพื่อชี้ประเด็นเพิ่มเติมให้กับ ป.ป.ช. ว่าควรจะหยิบ สส.ทั้ง 44 คนมีพฤติกรรมด้านไหนบ้างที่ควรจะดูเพิ่มเติม นอกจากพฤติกรรมการเข้าชื่อยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

เพราะมี สส.ก้าวไกลบางราย ต้องหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือบางคนถูกศาลพิพากษาแล้วหรือไม่ หรือบางคนเข้าร่วมการชุมนุม ยืน หยุด ขัง หรือใครใช้ตำแหน่ง สส.เป็นนายประกันบ้าง

ยกตัวอย่าง ชัยธวัช ตุลาธน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ไปเป็นนายประกันให้กลุ่มผู้ชุมนุม รวมถึง สส.คนอื่น ๆ ที่ต้องดูว่าจะต้องชี้พฤติกรรมเพิ่มเติม

ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มัด สส.ก้าวไกล 44 คนแน่นแค่ไหน “ธีรยุทธ” กล่าวว่า ที่เราร้องเอาผิดมาตรฐานทางจริยธรรมต่อ ป.ป.ช. สิ่งที่คำร้องตรงกับคำวินิจฉัยของศาลคือ พรรคก้าวไกลกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบการปกครอง

“ซึ่งกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ ถ้าตามคำวินิจฉัยของเมื่อวานเป็นแค่แขนงหนึ่งของการล้มล้างการปกครอง แต่มาตรฐานทางจริยธรรมระบุเลยว่า ที่เป็นแขนงหนึ่งยังต้องมีจริยธรรมอันอาจจะนำไปสู่การตัดสิทธิตลอดชีวิต”

“ดังนั้น เมื่อถึงขั้นล้มล้างก็ต้องตัดสิทธิตลอดชีวิตได้เลย อาจจะเป็นอย่างนั้น”

ก้าวไกล ยืนยัน ไม่ผิดจริยธรรม

ขณะที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า มองว่าการแก้ไขมาตรา 112 ยังทำได้อยู่ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าห้ามรณรงค์ข้างนอก ห้ามยกเลิก นั่นคือแก้ได้ แต่ห้ามรณรงค์ ถ้ายื่นตามกระบวนการปกติผ่านสภา เช่น เสนอลดโทษ ให้เหลือเหมือนก่อน 6 ต.ค. 2519 เป็น 0-7 ปีแบบนี้

ด้าน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไม่ได้มีความกังวลอะไร แต่ละคนสามารถชี้แจงได้

ยืนยันว่าทุกคนไม่ได้ทำผิดจริยธรรมแค่มุ่งหวังให้การแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องในระบอบประชาธิปไตยมากกว่า

จริยธรรมของคนทุกคนไม่เหมือนกันและไม่มีมาตรฐานที่ตายตัว ไม่ถึงขั้นผิดกฎหมายด้วยซ้ำ แต่โทษกลับรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตทางการเมือง แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนกระทำกับโทษที่ต้องรับไม่สอดคล้องกันหรือไม่