วีระยุทธ จี้ทวนงบฯ 69 ปรับทักษะแรงงาน แผนไม่เดิน-งบฯไม่ถึงคน-ตั้งเป้าเกินจริง
รองหัวหน้าพรรคประชาชน จี้รัฐสนใจทบทวนงบฯ 69 ปรับการพัฒนาทักษะแรงงาน ชี้ 3 ปัญหาใหญ่ ไร้คนเดินแผนงาน งบฯไม่ถึงแรงงานจริง ตั้งเป้าหมายอิงจากยอดออนไลน์ เร่งแก้ก่อนเข้าสู่ภาวะวิกฤต ลั่นหากยังใช้งบฯแบบนี้ ยากที่จะพาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลาง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวันนี้ว่า ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาทรัพยากรมนุษย์ แรงงานไทยถูกถดถอยและถูกทิ้งห่าง แม้ว่าจะมีงบฯพัฒนาทักษะปีละหลายหมื่นล้าน แต่วิธีการจัดสรรงบฯที่มีอยู่ก็ไม่สามารถแก้ไข 3 ปัญหานี้ได้
1.มีแผนใหญ่ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เอามาใช้ : แม้ประเทศไทยจะมี Master Plan ด้านกำลังคนและทักษะที่ต้องการในอุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่นำไปใช้จริง โดยยังคงยึดตัวเลขเก่าและแผนเดิมของตนเอง
ซึ่งเป็นผลจากการที่รายงานฉบับนี้เผยแพร่ล่าช้า ไม่ทันรอบการวางแผนงบประมาณ ทำให้เกิดการทำงานที่ไม่สอดประสานกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้ปัญหา “ทักษะไม่ตรงกับความต้องการ” หรือ Skills Mismatch ของไทย เริ่มต้นตั้งแต่ระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่ตลาดแรงงาน
2.ตั้งเป้าสูงเกินจริง เพราะไปอิงยอดวิวออนไลน์ : แม้รัฐบาลจะชูตัวเลขการ Reskill คนไทยสูงถึง 900,000 คนในปี 2569 โดยเน้นผ่านระบบออนไลน์ เช่น โครงการ Skill/Credit Portfolio ที่ใช้งบฯถึง 5,400 ล้านบาท เพื่อจัดเก็บข้อมูลทักษะนักศึกษากว่า 1.6 ล้านคน
แต่โครงการนี้กลับเน้นเนื้อหาแนวรู้จักตนเองผ่านคลิปวิดีโอสั้น ๆ และมีคำถามเรื่องความคุ้มค่า เพราะอาจซ้ำซ้อนกับระบบที่มีอยู่แล้วอย่าง Thai-MOOC และควรถามต่อว่าหากไม่บังคับใช้ จะมีนักศึกษากี่คนที่เต็มใจใช้เงิน 1,200 บาทเพื่อเข้าร่วมจริง ๆ
3.ลงงบฯกับคนจริง ๆ น้อยเกินไป : เพราะทรัพยากรมีจำกัด รัฐจึงทุ่มงบฯไปกับการอุดหนุนรถ EV และสร้างศูนย์ทดสอบเป็นหลัก จนเหลืองบฯพัฒนาคนจริง ๆ น้อยมาก ทั้งที่อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นภาคสำคัญของประเทศ จ้างงานกว่า 700,000 คน และเผชิญความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน
แต่กลับจัดงบฯพัฒนาคนเพียง 66 ล้านบาท จากงบฯรวมหลายพันล้าน โครงการ Reskill ที่มี อย่างของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ก็ทำได้จำกัด ทั้งงบประมาณและระยะเวลาอบรมเพียง 5 วันต่อคน สะท้อนว่านโยบายปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยังมองข้ามการลงทุนใน “คน”
ข้อความฉบับเต็ม
ถ้ายังพัฒนาคนแบบนี้ เราจะไม่มีวันหลุดกับดักรายได้ปานกลาง ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ พ.ศ. 2569 วาระที่ 2 วันนี้ ผมร่วมอภิปรายในฐานะกรรมาธิการ โดยมุ่งเน้นไปที่ “งบฯพัฒนาทักษะ”
สังคมไทยอาจจะเห็นต่างกันในหลายเรื่อง แต่หนึ่งในเรื่องที่เราน่าจะเห็นพ้องต้องกันคือ “วิกฤตทรัพยากรมนุษย์” ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศอื่น ๆ หรือเทียบตัวเราเองในอดีต ทักษะแรงงานไทยก็ถดถอยและถูกทิ้งห่าง ถึงแม้ว่าเรามีงบฯพัฒนาทักษะปีละหลายหมื่นล้านบาท แต่วิธีการจัดสรรงบแบบที่เป็นอยู่ก็ไม่ช่วยแก้วิกฤตนี้ เพราะมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ 3 ข้อ
ปัญหาที่หนึ่ง-ถึงมี Master Plan แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เดินตาม
ตอนปีงบฯ 68 ผมเคยวิจารณ์ว่าหน่วยงานด้านพัฒนาทักษะของไทย ไม่มี Master Plan หรือ “แผนแม่บทด้านกำลังคน” ว่าเราต้องการกำลังคน ในแต่ละอาชีพจำนวนเท่าใด เป็นทักษะอะไรบ้าง แต่ปีนี้ สอวช. ได้ออกรายงาน “ความต้องการกำลังคนทักษะสูง” ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายแล้ว เป็นการประมาณกำลังคน และทักษะที่ไทยต้องการตั้งแต่ปี 2568 ถึง 2572
ในรายงาน มีการระบุจำนวนคนชัดเจน แยกทักษะย่อย เช่น ในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ก็มีการประเมินอย่างเป็นระบบว่า เราต้องการวิศวกรเครื่องกลเท่าไหร่ อิเล็กทรอนิกส์เท่าไหร่ วัสดุศาสตร์เท่าไหร่ ด้านวิจัยตลาดเท่าไหร่
รวมแล้ว ในเวลา 5 ปีข้างหน้า ไทยต้องสร้างคนด้านยานยนต์สมัยใหม่ทั้งหมด 77,000 คน ใช่ครับ เรามี Master Plan แล้ว
ปัญหาก็คือ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะ ไม่มีใครยึดเอา Master Plan นี้ไปใช้ต่อเลย หน่วยงานที่รับผิดชอบด้าน Reskill แต่ละหน่วย ก็ใช้ตัวเลขเดิมของตัวเองต่อไป ที่เป็นอย่างนี้ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรายงานฉบับนี้ออกช้าเกินไปด้วย จะวางแผนพัฒนากำลังคนตั้งแต่ปี’68 แต่กว่ารายงานฉบับนี้จะเผยแพร่ก็เมื่อวันที่ 31 มีนาคม หลังจากที่หน่วยงานต่าง ๆ ทำคำของบฯของปีง69 เสร็จไปแล้ว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจอย่าง กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่สำนักปลัด อว. ที่อยู่ใต้กระทรวงเดียวกัน ก็ไม่ใช้ตัวเลขจาก Master Plan แต่ใช้กรอบเดิมที่เคยทำมาต่อไป อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ใช้เป้าอบรม 200 คนต่อปี เหมือนที่ทำมาตั้งแต่ปีงบฯ 66
ต่างคน ก็ต่างเดินไปคนละขา คนละทิศคนละทาง ปัญหา Skills Mismatch หรือความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างทักษะของแรงงานที่มี กับสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการจริงของไทยเรา จึงไม่ได้เริ่มที่ตลาดแรงงาน แต่เริ่มตั้งแต่ระดับนโยบาย

ปัญหาที่สอง-ตั้งเป้าสูงเกินจริง เพราะไปอิงยอดวิวออนไลน์
รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องอาจจะบอกว่า ถึงตัวเลขจะยังไม่สอดคล้อง ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่างไร ตัวเลขการ Reskill คนไทย ก็สูงมาก ๆ จนไม่ต้องกังวลเลยว่าแต่ละหน่วยงานจะทำงานเชื่อมโยงกันหรือเปล่า เช่น สำนักปลัด อว. ปีที่แล้วได้งบฯ 9,000 ล้าน ปีนี้ได้งบฯเพิ่มขึ้นมาเป็น 10,000 ล้าน อาจจะฟังดูเยอะ แต่ก็ตั้งเป้าจำนวน “กำลังคนที่ได้รับการยกระดับ และส่งเสริมสร้างทักษะระดับสูง” เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก 600,000 กว่าคน ทำให้ภายในปี’69 นี้ เราจะมีคนไทยที่ได้รับการ Reskilled/Upskilled จำนวน 900,000 คน
แต่ปัญหาคือ ยอดจำนวนหลายแสนคนนั้นเป็นการฝากความหวังไว้กับแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะโครงการใหม่ที่ชื่อว่า “โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา” หรือ Skill/Credit Portfolio เริ่มต้นโครงการในปีงบฯ 69 ด้วยเงิน 773 ล้านบาท และจะทำต่อเนื่องไปอีก 4 ปี ใช้งบฯรวมทั้งโครงการ 5,400 ล้านบาท
ซึ่งในรายละเอียด พบว่าโครงการนี้ Skill Credit Portfolio มีวัตถุประสงค์เพื่อ “จัดเก็บ บูรณาการ และแสดงข้อมูลทักษะการเรียนรู้ของบุคคล”
กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ นักศึกษาปริญญาตรีทั้งหมดในปีการศึกษา 2567 รวม 1,611,234 คน นอกจากเก็บข้อมูลว่าใครเรียนอะไรอยู่ที่ไหนแล้ว ก็จะมีส่วนของเนื้อหาคลิปวีดิโอที่เน้น “การช่วยให้รู้จักและเข้าใจตนเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้” จำนวน 447 คลิป ความยาวคลิปละ 15 นาที-คิดค่าบริการต่อหัว 1,200 บาท รวมแล้ว 5,400 ล้านบาท
โจทย์ของการทำงบเป็นเรื่องของความคุ้มค่า จึงควรตั้งคำถามว่าโครงการ Skill/Credit Portfolio มีประโยชน์ “เพิ่มเติม” จากระบบที่เรามีอยู่แล้ว และทำงานค่อนข้างดีอย่าง Thai-MOOC แค่ไหน ในทางกลับกัน ถ้าไม่ใช่ระบบบังคับ แต่เราให้คูปองการศึกษามูลค่า 1,200 บาทกับนักศึกษาแต่ละคน จะมีนักศึกษาที่ยอมจ่าย 1,200 บาท เพื่อเข้าระบบฐานข้อมูลนี้กี่คน
ปัญหาที่สาม-เราลงงบฯกับคนจริง ๆ น้อยเกินไป และทำได้ต่ำเป้าแบบน่าห่วง
เพราะทรัพยากรเรามีจำกัด พอเราไปทุ่มเงินทุ่มเวลากับเป้าหมายออนไลน์เป็นหลัก ทรัพยากรที่จะไปลงกับคนจริง ๆ ก็เลยเหลือน้อยมาก โดยเฉพาะใน “อุตสาหกรรมยานยนต์” ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญของเรา มูลค่า 1 ใน 10 ของเศรษฐกิจประเทศ จ้างงานตั้งแต่วิศวกร ช่างเทคนิค จนถึงดีลเลอร์ เซลส์ขายรถ รวมกัน 700,000 คน และกำลังเผชิญคลื่นสึนามิหลายลูกพร้อมกัน ทั้งหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อในประเทศ และการพลิกผันทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่
ตอนงบฯ 68 ผมเคยวิจารณ์ไว้ว่า มีการจัดงบฯแบบ “ไม่ค่อยสมดุล” เพราะใช้เงิน 8,000 กว่าล้านบาท ไปกับการอุดหนุนค่ายรถ EV ที่รัฐช่วยจ่ายคันละ 100,000-150,000 บาท เหลืองบฯไว้พัฒนาด้านซัพพลายกระจิดริด
งบฯปี’69 นี้ถ้าดูเผิน ๆ ก็เหมือนจะดีขึ้น เพราะงบด้านดีมานด์ ที่รัฐไปช่วยอุดหนุนรถ EV ปีนี้ลดลงเหลือ 4,700 ล้านบาท มีงบฯสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ด้านอื่น ๆ อีกประมาณ 600 ล้าน แต่พอลงไปดูใส้ใน ปรากฏว่างบฯด้านยานยนต์ฝั่งซัพพลาย ก็ใช้ไปกับการสร้างศูนย์ทดสอบและจัดซื้อครุภัณฑ์ เป็นหลัก
การสร้างศูนย์ทดสอบ และจัดซื้อครุภัณฑ์ยกระดับเครื่องไม้เครื่องมือ เป็นสิ่งที่ควรทำ และต้องทำ ปัญหาคือ งบประมาณและโครงการที่จะลงไปทำกับคนจริง ๆ หน้างาน มันมีอยู่นิดเดียวเท่านั้น
– อุดหนุนคนซื้อ/คนขาย EV 4,700 ล้าน
– สร้างศูนย์ทดสอบ 500 ล้าน
– แต่พัฒนาคน แค่ 66 ล้าน
ในมุมของผู้กำหนดนโยบายปัจจุบัน การคิดเรื่องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แทบไม่มีเรื่อง “พัฒนาคน” อยู่เลย เน้นแต่เรื่องมาตรการกระตุ้นคนขาย และเงินอุดหนุนคนซื้อ โครงการที่ลงไปทำกับคนจริง ๆ หลัก ๆ จะเป็นหน้าที่ของ “กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน” โดยเฉพาะในโครงการ “ยกระดับผลิตภาพ และพัฒนาคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม” ได้รับงบประมาณ 57 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายไว้ 15,000 คน แต่ก็มีเวลาจำกัดเหลือเกิน มีเวลา Reskill เพียงแค่คนละ 5 วันเท่านั้น
สรุปในโลกยุคใหม่ โจทย์ใหญ่ 3 ด้านที่ประเทศไทยของเรา กำลังเผชิญคือ
1.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
2.การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ
3.จัดการความมั่นคงแบบใหม่ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ปั่นป่วน
การรับมือทั้ง 3 ด้านมีหัวใจอยู่ที่ “การพัฒนาคน” เหมือนกัน อันที่จริง เรามีงบประมาณหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี สำหรับการพัฒนาทักษะคน สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แต่ปัญหาก็คือ หน่วยงานไม่เดินตามแผ่นแม่บท การตั้งเป้าสูงเกินจริงเพราะอิงยอดออนไลน์ และการขาดงบฯที่ลงกับการพัฒนาคนหน้างาน จึงน่ากังวลว่าการใช้งบประมาณแบบนี้ ยากที่จะพาไทยหลุดกับดักรายได้ปานกลางครับ