ครม. ไฟเขียว งบให้ทหาร 5.2 พันล้าน เล็งปูนบำเหน็จทหารชายแดน บรรจุทายาทผู้เสียชีวิตรับราชการ
นายกฯสั่งเล็งปูนบำเหน็จทหารสู้รบชายแดน บรรจุทายาทกำลังพลเสียชีวิตให้ได้รับราชการ ไฟเขียวงบฯ 206 ล้านให้ ทบ.จัดหายุทธภัณฑ์เพิ่มเติม-เคาะงบฯกลาง 5,050 ล้าน สนับสนุนเหล่าทัพ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการในห้องประชุม ครม. โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ถือว่ายังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ และมีประชาชนจำนวนมากที่อพยพไปยังศูนย์อพยพต่าง ๆ รวมทั้งเงินเยียวยาที่ยังไปไม่ถึงประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดต่อที่ประชุม ครม.
นายกรัฐมนตรีให้ข้อสังเกตว่า แต่ละศูนย์พักพิงมีประชาชนไปอยู่อาศัย โดยให้ ปภ.นำข้อมูลผู้อพยพมาขึ้นทะเบียนได้ โดยไม่ต้องทำเอกสารตามระเบียบให้เกิดความซ้ำซ้อน โดยวันนี้มติ ครม.รับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ โดยให้ ปภ.บูรณาการข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการเยียวยา
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพูดถึงภาพรวมของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน และเมื่อไหร่ ซึ่งได้รับทราบว่า กระทรวงกลาโหมจะเริ่มมีการเจรจากับกัมพูชาตั้งแต่ 24 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป โดยไทยยังคงยึดถือแนวทางคือ กัมพูชาจะต้องมีการแสดงความเสียใจ ขอโทษกับสิ่งที่กัมพูชาดำเนินการไป หากจะกลับไปสู่ปฏิญญามาเลเซียก็ต้องเป็นเรื่องของการมาคุยกัน จุดที่ต้องถอนกำลังมาใหม่ และยังไม่ชัดเจนว่า 24 ธันวาคมนี้จะจบหรือไม่ เพราะความเห็นของไทยและกัมพูชาไม่ตรงกัน
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังพูดถึงเรื่องการบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้ามารับราชการ ที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งไม่ตรงกับวุฒิการศึกษา หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด โดยได้มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าสามารถปรับระเบียบต่าง ๆ ให้ยืดหยุ่น เพื่อสามารถบรรจุทายาทของข้าราชการกำลังพลที่เสียชีวิตสามารถรับราชการได้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้สนับสนุนงบฯกลางสำหรับกองทัพบก ในการจัดหายุทธภัณฑ์เพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพของกำลังพลอีก 206 ล้านบาท โดยรายละเอียดอยู่ในชั้นความลับ
ขณะเดียวกัน ยังเห็นชอบงบฯกลาง เพื่อสนับสนุนกระทรวงกลาโหม โดยผ่านกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพิ่มอีก 5,050 ล้านบาท รายละเอียดอยู่ในชั้นความลับเช่นกัน
นอกจากนี้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ขอมติ ครม.ในการทบทวนมติ ครม. เมื่อ 5 สิงหาคม 2568 เนื่องจากมติ ครม.ดังกล่าวมีการกำหนดหลักเกณฑ์การเยียวยาต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผลตั้งแต่ 16 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2568
ซึ่งมติ ครม.ครั้งนั้นทำให้ผู้ที่ประสบเหตุหลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นทหารที่ไปเหยียบกับระเบิด หรือกรณีมีการปะทะกันหลังจากวันนั้น ผู้ที่ประสบเหตุจะไม่เข้าหลักเกณฑ์เลย ดังนั้น สมช.จึงขอปรับมติ ครม.ใหม่ โดยใช้กรอบวงเงินเดิมจากวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ไปจนกว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยหลักเกณฑ์การเยียวยาเป็นเช่นเดิมทุกประการ
ขณะที่ ปภ.ได้ขออนุมัติ ครม. ในการปรับปรุงระเบียบการดำเนินการของประชาชนที่ลงทะเบียนเพื่อจะขอรับเงินเยียวยา เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการของประชาชน จากเดิมประชาชนที่จะลงทะเบียนเป็นผู้อพยพต้องผ่านการประชาคมหมู่บ้านของแต่ละพื้นที่ที่ประสบสาธารณภัย ให้เปลี่ยนเป็นต้องได้รับการรับรองว่าเป็นผู้ประสบภัยตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดจากผู้นำชุมชน หรือผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน คนใดคนหนึ่งเป็นผู้รับรอง (ไม่ต้องมีการทำประชาคม) เพื่อให้เกิดความสะดวกและสอดคล้องกับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม หลังจบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะมีการปูนบำเหน็จให้กับทหารแนวหน้าหรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่ามีแน่นอน เพราะเป็นแนวทางของรัฐบาลอยู่แล้ว ปัจจุบันอาจจะเร็วเกินไปหากไปพูดขวัญกำลังใจและการปูนบำเหน็จ เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้ตอนนี้คือการสนับสนุนตามคำขอของฝ่ายความมั่นคง ที่จะสามารถดำเนินการได้ พร้อมย้ำว่าการปูนบำเหน็จกำลังพลและข้าราชการพลเรือนจะมีการพูดคุยในโอกาสต่อไป