ปรับ ครม.ยึดประโยชน์ประเทศ
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) งวดเข้ามา หลังทีม 4 กุมาร ภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง จากความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แต่จะช้าจะเร็วเพียงใดอยู่ที่การตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
โผ ครม.ใหม่ที่ปลิวว่อน โพยรายชื่อว่าที่รัฐมนตรีใหม่ด้านเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่แพร่สะพัด ไม่ว่าจะเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ รมว.คลัง รมว.พลังงาน ฯลฯ มีทั้งคนในแวดวงธุรกิจ วงการเงินการธนาคาร ขณะที่นักการเมืองในพรรค พปชร. ก็หมายตาจับจ้องเก้าอี้กระทรวงเกรดเอ ส่งผลให้การเมืองช่วงนับถอยหลังปรับ ครม.อยู่ในสภาพฝุ่นตลบ
ท่ามกลางปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและวิกฤตโควิด ที่ขยายวงกระทบคนระดับกลางและระดับล่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กำลังซื้อและการบริโภคดิ่งวูบ ยอดคนตกงานเป็นข่าวไม่เว้นวัน สวนทางกับรายได้ของคนในระดับกลาง ล่าง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายกลาง รายเล็ก หรือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบหนัก
เท่ากับ ครม.ชุดใหม่มีการบ้านเป็นสมการที่ต้องแก้โจทย์หลายชั้น นอกจากคอนเน็กชั่นและแรงสนับสนุนทางการเมืองแล้ว หากรัฐมนตรีใหม่อ่อนประสบการณ์ มือไม่ถึง มานั่งกุมนโยบายสำคัญ ก็น่าห่วงว่าอาจสร้างปัญหามากกว่าจะมาช่วยแก้ปัญหา
เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจภายในและนอกประเทศ ขณะนี้ระดับกูรูยังหืดขึ้นคอ แม้จะมีตัวช่วย นายกฯแต่งตั้งทีมกุนซือ ผุดศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจ (ศบศ.) รูปแบบเดียวกับศูนย์บริหารจัดการสถานการณ์โควิด หรือ ศบค.เป็นทีมกลั่นกรองงานด้านเศรษฐกิจรอล่วงหน้าก็ตามที
เป้าหมายอยู่ที่การบูรณาการทำงานกระทรวงเศรษฐกิจที่ยังเดินคนละทิศละทางให้มีความเป็นเอกภาพ ขณะเดียวกันก็มอบดาบให้ ศบศ.มีอำนาจในการสั่งการโดยตรงกับทุกกระทรวง กรม โดยไม่ต้องผ่านรัฐมนตรีต้นสังกัด
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนม้ากลางศึก ด้วยเหตุผลทางการเมืองจากแรงกดดันภายในพรรคแกนนำรัฐบาล กำลังเป็นประเด็นที่สาธารณชนวิตกกังวล เพราะหวั่นเกรงบทสรุปสุดท้ายจะลงเอยที่การประสานประโยชน์ระหว่างกลุ่มการเมืองแต่ละขั้วให้ลงตัว มากกว่าพิจารณาฝีมือความสามารถ
หากเป็นอย่างนั้นประเทศชาติจะสูญเสียโอกาส หลากหลายปัญหาจะไม่ได้รับการแก้ไข นักการเมือง พรรคการเมืองจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ให้การปรับ ครม.ดำเนินไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เปิดทางออกประเทศ แทนที่จะซ้ำเติมสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมที่วิกฤตให้ย่ำแย่กว่านี้