คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ปัญหาน้ำท่วมหนักสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมไทย โดยเฉพาะฤดูฝนปี 2565 ภาวะโลกร้อนออกดอกออกผลอย่างชัดเจน “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “อิสระ บุญยัง” ประธานกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะมิสเตอร์ดาต้าเบสเคลื่อนที่ของวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย ทางร่วม-ทางออกการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน
เจ้าพระยา-ท่าจีน-บางปะกง
“อิสระ” เปิดประเด็นพามองย้อนประวัติศาสตร์น้ำของประเทศไทย เรื่องแรก พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง “กทม.-ปริมณฑล” ต้องเห็นภาพทั้งประเทศมีการระบายน้ำจากเหนือลงใต้เพื่อระบายออกทะเลอ่าวไทย โดยมีแม่น้ำหลัก 3 สาย
จุดโฟกัสกรุงเทพฯ เป็นแกนกลางมีแม่น้ำ 3 สายหลัก “เจ้าพระยา-ท่าจีน-บางปะกง” ลักษณะคดเคี้ยวทั้งหมด โดยเฉพาะเจ้าพระยาตอนปลายที่ “บางกระเจ้า” รูปร่างเหมือนกระเพาะหมู มีโครงการพระราชดำริสมัยรัชกาลที่ 9 ทำคลองลัดโพธิ์เพื่อเป็นทางลัดระบายน้ำลงอ่าวไทยได้เร็วขึ้น
“สมัยโบราณเราใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก มีการตัดคลองแสนแสบตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 3 ต่อมายุครัชกาลที่ 5 ตัดคลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองรพีพัฒน์ คลองหกวาสายบน-ล่าง คลองพระยาบันลือ ฯลฯ มีการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ที่สุดล้านกว่าไร่ ไม่เคยมีการทำใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งคลองพวกนี้ขวางทางเดินจากเหนือลงใต้ของน้ำทั้งสิ้น”
บทสรุป การตัดคลอง-สัญจรทางน้ำได้รับใช้สังคมเกษตรกรรมในอดีตไปแล้ว การตัดคลองต้องตัดขวางทางเดินของน้ำ เพื่อให้มีการหน่วงน้ำไว้ใช้ในการเกษตรกรรม น้ำจากเหนือลงมาก็แยกเข้าซ้าย-ขวา นี่คือความฉลาดของคนในอดีต เมื่อก่อนยังไม่มีเขื่อน
ขณะเดียวกัน เมื่อน้ำทะเลหนุนขึ้นไป ถ้าไม่มีการตัดคลองหน่วงน้ำเพื่อการเกษตร ปัญหาน้ำเค็มจะหนุนสูงขึ้นไปถึงที่ราบลุ่มภาคกลางอย่างชัยนาท ปัจจุบันขึ้นไปสูงสุดแค่พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี บทสรุปคือเป็นความฉลาดของคนในอดีตที่ทำมาอย่างนี้

รัฐตัดถนนขวางทางน้ำไหล
ต่อมา เมื่อเริ่มมีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ในปี 2504 หันมาเปลี่ยนโหมดเน้นตัดถนนแทนตัดคลอง โดยมีทางหลวงแผนดิน 4 เส้นทางหลัก
ได้แก่ หมายเลข 1 พหลโยธิน กรุงเทพฯ-เชียงราย, หมายเลข 2 มิตรภาพ กรุงเทพฯ-หนองคาย, หมายเลข 3 สุขุมวิท กรุงเทพฯ-ตราด และหมายเลข 4 เพชรเกษม กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์
“ถนนที่เรารู้จักไม่ว่าจะเป็นถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี, บางนา-ตราด, พระราม 2 เกิดขึ้นจากแผนพัฒนาฉบับที่ 1-2-3 เรื่อยมา โดยถนนที่ตัดเหล่านี้ ลอกแบบมาจากต่างประเทศ ไม่ได้สนใจว่าขวางทางเดินของน้ำหรือเปล่า นั่นคือเราต้องรู้กายภาพในอดีต”
ข้อเสนอเพื่อการระบายน้ำคือ 3 แม่น้ำหลักที่เจ้าพระยา-ท่าจีน-บางปะกง บางส่วนต้องตัดตรง บางส่วนต้องทำประตูระบายน้ำ มีหลายจุดที่อาจต้องขุดคลองลัด โดยมีโมเดลต้นแบบจากคลองลัดโพธิ์ โดยมองว่าหากจะทำตอนนี้สามารถทำได้เพราะบริเวณคอคอดทางน้ำส่วนใหญ่อยู่บนทำเลศักยภาพไม่สูง ราคาที่ดินยังไม่แพง
“หน้าน้ำท่วม เจ้าพระยาล้นสองฝั่งท่วมกรุงเทพฯ วิธีการพยายามผลักน้ำออกไปท่าจีนกับบางปะกง บล็อกการเข้ากรุงเทพฯ พื้นที่ กทม.ชั้นในแฮปปี้น้ำไม่ท่วม แต่เราต้องยอมรับว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางหรือ รทก.ตั้งนานมาแล้ว ทุกวันนี้น้ำไม่ท่วมเพราะอยู่ได้ด้วยประตูน้ำหลายร้อยบาน เพราะฉะนั้นผมเห็นใจผู้ว่าราชการ กทม.ทุกยุคทุกสมัย เพราะกายภาพเมืองเป็นแบบนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมาแบบนี้”
ฟลัดเวย์ กทม. 1.5 แสนไร่
หนึ่งในนโยบายรัฐที่เข้ามาแก้ปัญหาน้ำท่วมมาจากภาคผังเมือง “อิสระ” ระบุว่า ข้อกำหนดเกี่ยวกับการก่อสร้างอาคารไม่ให้ขวางทางน้ำไหลมีการบังคับใช้ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครปี 2556 หรือ 9 ปีมาแล้ว โดยกำหนดเป็นโซนพื้นที่โล่ง สีผังเมืองเขียวลาย หรือขาวทแยงเขียว แล้วแต่จะเรียก
ปัจจุบันผังเมืองรวม กทม.ปี 2556 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ โดยพื้นที่เขียวลายซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ปล่อยน้ำไหล (ฟลัดเวย์) มีด้วยกัน 3 โซน ได้แก่ 1.เขตคลองสามวา เขตมีนบุรี เขตหนองจอก เขตลาดกระบัง กำหนดเป็นฟลัดเวย์ 1.5 แสนไร่
2.โซนเขตตลิ่งชัน เขตบางแค กำหนดเป็นผังเมืองสีเขียวลาย ประเภทพื้นที่รับน้ำ และ 3.โซนเขตบางขุนเทียนที่มีลักษณะพิเศษอยู่ติดทะเล มีปัญหาน้ำทะเลหนุนทุกปี กำหนดเป็นผังเมืองสีเขียวลายประเภทพื้นที่รับน้ำเช่นเดียวกัน
“ถ้าดูแผนที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานครจะเห็นว่ามีพื้นที่รับน้ำและฟลัดเวย์ 2 ฝั่ง คือฝั่งธนกับฝั่งกรุงเทพฯ ซึ่งมีข้อจำกัดในการพัฒนาพื้นที่เพราะผังเมืองไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างหนาแน่นสูงในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว”
เปิดผังเมืองที่โล่ง ล.1-6
ทั้งนี้ ประเด็นของผังเมืองห้ามขวางทางน้ำไหลหรือฟลัดเวย์นั้น นอกจากกำหนดในกฎหมายผังเมืองรวม กทม.แล้ว ยังไปกำหนดในผังเมืองแนบท้ายว่าด้วย “พื้นที่โล่ง” กำกับอีกชั้นหนึ่ง ดังนี้
พื้นที่โล่งรหัส “ล.1” กำหนดเป็นที่โล่งเพื่อนันทนาการและการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม, รหัส “ล.2-ล.3” เป็นที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม บริเวณริมถนน กับริมแม่น้ำและลำคลอง
รหัส “ล.4” เป็นที่โล่งเพื่อการสงวนรักษาสภาพการระบายน้ำตามธรรมชาติ, รหัส “ล.5” ที่โล่งพักน้ำเพื่อการป้องกันน้ำท่วม และรหัส “ล.6” ที่โล่งเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเล
เขียวลายบังคับบ้าน 1,000 ตร.ว.
ข้อมูล unseen ที่คนนอกวงการอสังหาฯ ไม่ค่อยรู้ก็คือ ผังเมืองเขียวลายโซนฝั่งธนกำหนดเป็นพื้นที่รับน้ำ โดยเขตภาษีเจริญ เขตทวีวัฒนาหรือโซนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี ถูกบังคับการพัฒนาที่ดินประเภทบ้านจัดสรรต้องทำไซซ์เริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป เป็นเหตุผลที่ทำให้โซนนี้มีแต่บ้านระดับไฮเอนด์ราคาเริ่มต้น 10-25-30 ล้านบาทขึ้นไป
โดยมีข้อสังเกตว่าโซนพระราม 2 ลงมา เป็นพื้นที่ผังเมืองสีเขียวธรรมดา ไม่ใช่เขียวลาย แต่ผังเมืองก็บังคับให้พัฒนาที่ดินเริ่มต้นแปลงละ 100 ตารางวาเช่นเดียวกัน เพราะต้องการควบคุมความหนาแน่น (density) ของประชากรในพื้นที่
ขณะที่โซนตอนปลายกรุงเทพฯ ที่เขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่เดียวในกรุงเทพฯ ที่ติดทะเล ซึ่งผังเมืองสีเขียวลาย บังคับการพัฒนาที่ดินต้องทำบ้านไซซ์เริ่มต้น 1,000 ตารางวาขึ้นไป
ยังมีฟลัดเวย์ผังเมืองเขียวลายในฝั่งกรุงเทพฯ ย่านลาดกระบัง พื้นที่รวม 1.5 แสนไร่ ไล่เรียงทำเลตั้งแต่เขตคลองสามวา-มีนบุรี-หนองจอกและมาชนสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิที่เขตลาดกระบัง ถูกบังคับพัฒนาที่ดินต้องทำบ้านไซซ์ 1,000 ตารางวาขึ้นไปเช่นกัน
รวมทั้งเขตมีนบุรีและเขตหนองจอก กรณีไม่ได้อยู่ในผังเมืองสีเขียวลาย แต่เป็นผังเมืองสีเขียวธรรมดา ถูกบังคับทำบ้านจัดสรรไซซ์เริ่มต้น 100 ตารางวา แม้ว่าปัจจุบันมีแนวรถไฟฟ้าสายใหม่กำลังก่อสร้างและมีการเรียกร้องให้ปรับสีผังเมือง ซึ่งก็ได้ปรับจากสีเขียว (เกษตรกรรม) เป็นสีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) แต่ก็ปรับให้แบบมีเงื่อนไข
กล่าวคือ สีเหลือง รหัส ย.1 บังคับทำบ้านจัดสรรไซซ์ 100 ตารางวาขึ้นไป หรือเทียบเท่าผังเมืองสีเขียวเดิม, สีเหลือง รหัส ย.2 ต้องทำบ้านไซซ์ 50 ตารางวาขึ้นไป เป็นต้น
ธรรมนูญผังเมืองแก้น้ำท่วม
ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน “อิสระ” ให้มุมมองว่า กฎหมายผังเมืองเป็นเพียงจิ๊กซอว์ตัวเดียว ในภาพใหญ่มีบทเรียนเมกะโปรเจ็กต์รัฐ โดยหน่วยงานรัฐกลายเป็นต้นเหตุสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำไหล
“ตัวอย่างชัดเจนที่สุดและเป็นกรณีศึกษาในวงการผังเมืองคือสนามบินสุวรรณภูมิ 2 หมื่นไร่ สร้างขวางทางน้ำไหลที่จะระบายลงอ่าวไทย เวลาหน้าน้ำท่วมต้องหาทางระบายอ้อมออกคลองด้านข้าง”
ดังนั้นข้อเสนอ คือ 1.เสนอให้ยกระดับการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะคงไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายผังเมืองเพียงอย่างเดียว
2.จะต้องควบคุมกำกับดูแลการลงทุนโครงการรัฐโดยหน่วยงานรัฐ ต้องออกแบบและก่อสร้างอย่างไรไม่ให้ขวางทางน้ำไหล
โดยประเด็นนี้ “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2560 สาระสำคัญคือ
“…การกำหนดนโยบายการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง ควรมีกฎหมายเฉพาะเหมือนเป็นธรรมนูญการผังเมือง ในการกำกับกฎหมายอื่น ๆ ไม่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ละเมิด หรือปล่อยให้มีการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ไม่เป็นไปตามหลักการ (ผังเมือง) ซึ่งการจัดทำนั้น เป็นที่ทราบว่าคณะกรรมการผังเมืองแห่งชาติต้องดำเนินการยกร่าง เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ หลังจากมีมติ ครม.แล้ว จะมีผลผูกพันต่อหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการต่อไป”
อัพเดตความคืบหน้าจากกรมโยธาธิการและผังเมือง พบว่ากำลังดำเนินการยกร่างธรรมนูญผังเมือง และเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ภายในปี 2566 เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้หน่วยงานภาครัฐต่อไป
- น้ำท่วมถล่มเศรษฐกิจอีสาน-กลาง กทม.รอลุ้น-รัฐจัด 2 หมื่นล้านเยียวยา
- เปิดรายละเอียด ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน-น้ำท่วม รัฐช่วยอะไรบ้าง
- กางแผนสกัดน้ำท่วมกรุงเทพฯ “ประวิตร” ไฟเขียว 2 โปรเจ็กต์ของบฯปี’67
- ประยุทธ์ เตรียมจัดงบกลาง 2.3 หมื่นล้าน เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม
- กอนช.เผยสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาทิศทางขาลง ภาพดาวเทียมแค่น้ำค้างทุ่ง