มนุษย์เงินเดือนปี 2030 “วิเคราะห์ขั้นสูง-เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์”
แม้สถานการณ์เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะลามไปหลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย แต่กระนั้น คงต้องยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปในวันข้างหน้า มนุษย์เงินเดือน, แรงงานทักษะ และแรงงานทั่วไป คงยังต้องทำงานกันอย่างต่อเนื่อง
แม้เศรษฐกิจโดยรวมของโลกจะหยุดชะงักเป็นบางธุรกิจก็ตาม
ผลเช่นนี้ จึงทำให้ “รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข” ที่ปรึกษาบริหารด้านพัฒนาภาวะผู้นำของบำรุงราษฎร์อะคาเดมี โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จึงให้ความสำคัญต่อเรื่อง “reskill” และ “upskill” ในสถานการณ์แรงงานโลก กระทั่งต่อเนื่องมาถึงแรงงานไทยที่จะไปเกี่ยวพันกับ “artificial intelligence-AI” หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของโลก
เบื้องต้น “รศ.ดร.ศิริยุพา” อ้างถึงการประชุม World Economic Forum-WEF ปี 2016 ที่หลายประเทศทั่วโลกขณะนี้กำลังเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีครองโลก ได้แก่ โรโบติก, 3D พรินติ้ง, AI, 5G, ไวร์เลส และอื่น ๆ จนทำให้เกิดช่องว่างระหว่างความร่ำรวย, การศึกษา และเทคโนโลยี
“ซึ่งทาง WEF ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกา มีรายงานเมื่อปี 2018 โดยอ้างถึงปี 2022 บอกว่า 54% ของพนักงานลูกจ้างทั่วโลกต้อง reskill และ upskill เพราะว่าผลของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม, ผู้ดูแลระบบ และงานที่เกี่ยวกับการผลิตจะใช้แรงงานลดลง
โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ มีเดีย, การศึกษา, พลังงาน และธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ”
“ดังนั้น งานที่ใช้แรงงานคนในปี 2018 จะมีเพียง 71% ส่วนที่เหลืออีก 29% จะเป็นแรงงานที่มาจากเครื่องจักร แต่สำหรับปี 2022 ทาง WEF บอกว่า งานที่ใช้แรงงานคนจะเหลือแค่เพียง 58% ส่วนที่เหลืออีก 42% จะใช้เครื่องจักรเข้าทำงานแทน”
ผลเช่นนี้ เมื่อมาดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกาจะพบว่า ทักษะสำหรับแรงงานที่ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีความต้องการจะต้องมีเรื่องของคณิตศาสตร์, เทคโนโลยี, พลังงานยั่งยืน และการดูแลสุขภาพ ดังนั้น หากโฟกัสลงไปในรายละเอียดจะพบว่า งานที่จะเติบโตในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2016-2026 คือ ผู้ช่วยแพทย์, พยาบาล, นักสถิติ, นักพัฒนาซอฟต์แวร์, นักคณิตศาสตร์, นักกายภาพบำบัด, ที่ปรึกษาทางพันธุกรรม, นักวิเคราะห์วิจัยด้านปฏิบัติการ
นอกจากนั้น “รศ.ดร.ศิริยุพา” ยังอ้างถึงข้อมูลการรายงานของไอบีเอ็ม และแมคเคนซี่ที่บอกว่า เรื่องของการพัฒนาทักษะแรงงานคงไม่ได้จำกัดเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น หากในยุโรปตะวันตกก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน เพราะจากรายงานทั้ง 2 แหล่งบอกว่า จำนวนแรงงาน 120 ล้านทั่วโลกต้องพัฒาทักษะอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจาก AI ล้วน ๆ แต่กระนั้นก็มีข้อมูลในเชิง
ขัดแย้งบอกว่า ในเรื่องความรู้เชิงเทคนิคก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดที่นายจ้างต้องการ
“แต่นายจ้างกลับต้องการแรงงานที่มีทักษะทางด้านการบริหารบุคลากร,
การจัดการทางด้าน soft skill โดยเฉพาะคนปรับตัวเก่ง เพราะคนปรับตัวเก่งจะไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง นอกจากนั้นจะต้องเป็นคนบริหารจัดการเวลาเป็น
เพราะงานในอนาคตจะมีความรวดเร็วเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่สำคัญ จะต้องมีความสามารถในการทำงานเป็นทีม เพราะองค์กรในอนาคตจะทำงานแบบ agile มากขึ้น ดังนั้นแรงงานส่วนนี้จะมาจากทางด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อพวกเขาจะได้มาช่วยกันระดมสมองในการพัฒนางาน”
“ส่วนข้อมูลของแมคเคนซี่บอกว่า ในปี 2030 จะมี 3 ทักษะที่นายจ้างมีความต้องการจะเกี่ยวข้องกับงานต่าง ๆ ได้แก่ 1.งานที่ใช้ทักษะในการวิเคราะห์ขั้นสูง ได้แก่ แพทย์, นักบัญชี, นักวิจัย, นักวิเคราะห์, นักเขียน และบรรณาธิการ 2.งานที่เกี่ยวข้องกับทักษะทางด้านอารมณ์ เพราะงานลักษณะนี้ต้องใช้ทักษะในการพัฒนาหลาย ๆ อย่าง คือ ต้องมองอะไรให้เป็นธุรกิจ, ต้องมีความเฉียบคมทางธุรกิจ, การเขียนโปรแกรม และอาชีพที่ให้คำปรึกษาเรื่องเร่งด่วนต่าง ๆ และ 3.งานทางด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์, วิศวกร, หุ่นยนต์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์”
ถึงตรงนี้ “รศ.ดร.ศิริยุพา” ฉายภาพมุมมองทักษะแรงงานในภูมิภาคอาเซียน โดยอ้างจากสำนักข่าว CNBC เมื่อเดือนกันยายน ปี 2019 บอกว่า สำหรับผู้บริหารขององค์กรต่าง ๆ ในอาเซียนต่างมองว่า แรงงานในภูมิภาคอาเซียนจะต้องมีทักษะในการเตรียมใจยืดหยุ่นปรับตัวง่าย, ต้องตอบรับการเปลี่ยนแปลง, บริหารเวลาเป็น, รู้จักลำดับความสำคัญ และต้องรู้จักการทำงานเป็นทีม
“ที่สำคัญจะต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะตอนนี้สภาพแวดล้อมของธุรกิจเริ่มเปลี่ยนไป ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารต้องมีทักษะเชิงวิเคราะห์, มีความเฉียบคม ฉับไวทางธุรกิจ และจะต้องมีทักษะทางเทคนิค นอกจากนั้นจะต้องมีนวัตกรรมทางความคิดสร้างสรรค์, คิดนอกกรอบ, ต้องมีจริยธรรม และต้องอ่านออกเขียนภาษาต่างประเทศได้บ้าง เพราะยุคสมัยนี้ผู้บริหารจำเป็นอย่างยิ่ง”
ขณะที่อาเซียน โพสต์ ขยายความเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแรงงานในอาเซียนมีวัยแรงงานอยู่ประมาณ 350.5 ล้านคน ตามหลังแค่ประเทศจีนกับอินเดีย ส่วนประเทศไทยมีวัยแรงงานอยู่ประมาณ
39 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้เริ่มเป็นสังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ประเทศมาเลเซียมีแรงงานภายในประเทศอยู่บ้าง แต่วัยแรงงานเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นกัน จึงทำให้ทั้ง 2 ประเทศนี้ค่อนข้างขาดแคลนแรงงานทางด้านวิศวกร และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์
ส่วนประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ มีแรงงานวัยเด็กค่อนข้างเยอะ แต่ไม่มีความรู้ ทั้งยังขาดทักษะที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ต้องการ ขณะที่ประเทศบรูไน อยากเป็นประเทศที่ไม่พึ่งพารายได้จากน้ำมัน เพราะต้องการเป็นประเทศที่เจริญก้าวหน้าทางด้านการวิจัย และพัฒนา แต่ยังขาดแคลนแรงงานทักษะทางด้านนี้อยู่ค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่ไม่มีแรงงานของตัวเองเลย เพราะต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV ทางอาเซียน โพสต์ รายงานว่า ทุกประเทศยังขาดแรงงานทักษะทางด้านเทคนิคสายวิชาชีพสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในทุกมิติ ดังนั้น เมื่อหันมาดูข้อมูลของสภาองค์กรนายจ้างผู้ประกอบการค้า และอุตสาหกรรมไทย ด้วยการคาดการณ์ปี 2563-2564 โดยเฉพาะเรื่องการจ้างงานในภาคต่าง ๆ “ธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้า และอุตสาหกรรมไทย ทำการวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลของแมนพาวเวอร์ กรุ๊ป ระบุว่า ความต้องการแรงงานจะลดลง 2% ส่วนตำแหน่งงานใน 2 ปีข้างหน้า อาจมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัล และเทคโนโลยีที่นำมาทดแทนการใช้แรงงาน
ผลวิจัยยังระบุอีกว่า ในภาคการผลิตอาจเพิ่มขึ้นเป็น 5% แต่เป็นงานที่เกี่ยวกับการสื่อสารชั้นสูง, งานวิศวกร, งานที่เกี่ยวกับการควบคุมออโตเมชั่น, อิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง และงานที่เกี่ยวกับ
หุ่นยนต์ และ AI ประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะในไลน์การผลิตคนงานยังมีความเสี่ยง ยิ่งเฉพาะแรงงานอายุตั้งแต่ 40 ปีที่ขาดทักษะเฉพาะด้าน ขณะที่ผู้ที่ทำงานอยู่ในสถาบันการเงินมีความเสี่ยงจากเทคโนโลยีฟินเทค ส่วนแรงงานค้าปลีกอาจมีความเสี่ยงจากธุรกิจ แต่งานทางด้านไอทียังมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนแรงงานอยู่ที่ 11%
ผลตรงนี้ จึงทำให้ “รศ.ดร.ศิริยุพา” ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยต้องการกำลังคนยุคดิจิทัลแบบไหน โดยอ้างจากผลการสำรวจเงินเดือน ประจำปี 2019 ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเตอร์ บอกว่า ตอนนี้อาเซียนโดยรวมมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะทางด้านไอทีจำนวนมาก โดยเฉพาะในสาขาที่กำลังเติบโต ได้แก่ AI, บิ๊กดาต้า และไซเบอร์ซีเคียวริตี้
ขณะที่อีกสาขาซึ่งเป็นที่ต้องการไม่แพ้กัน คือ ด้านเทคโนโลยี และการทำอีคอมเมิร์ซ
“โดยในส่วนของประเทศไทยพบว่า มีความต้องการจ้างงานคนไทยที่มีประสบการณ์ และทักษะในระดับสากล ทั้งด้านภาษา และความรู้ด้านเทคโนโลยี ส่วนความต้องการในธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเริ่มเพิ่มขึ้น และมีความต้องการบุคลากรในสายนี้มากขึ้นด้วย ยิ่งเฉพาะมืออาชีพทางด้านบิ๊กดาต้า, บล็อกเชน และ AI เพื่อจะกำหนดกรอบการทำงานในการพัฒนาธุรกิจให้กับองค์กรต่าง ๆ”
นอกจากนั้น “รศ.ดร.ศิริยุพา”
ยังอ้างถึง “ธนิต” ที่คาดการณ์ว่า ในปี 2563 จะมีบัณฑิตจบใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานประมาณ 524,893 คน เพิ่มจากปี 2562 9.27% โดยมีตัวเลข 60.75% จบปริญญาตรี รองลงมาเป็นผู้ที่จบสายอาชีวะ ซึ่งแบ่งออกเป็น ปวส.สัดส่วน 14.3% และ ปวช. 5.36% ดังนั้นทั้ง 2 ส่วนนี้จะมีแรงงานรวมกัน 1.032 แสนคน
ส่วนที่เหลือเป็นผู้ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 สัดส่วน 5.43% และมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 14.16%
“โดยผู้เข้าตลาดแรงงานส่วนใหญ่ 55.3% มุ่งเข้าทำงานในกรุงเทพฯ และแนวโน้มภาคส่งออก, ภาคการผลิต, ภาคก่อสร้าง, ภาคโลจิสติกส์ค้าปลีก-ค้าส่ง และภาคบริการต่างอยู่ในช่วงชะลอตัว ส่วนใหญ่ลดการรับแรงงาน และมีการปรับใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้น แรงงานต่างวัยจึงต้องเสริม 5 ทักษะสำคัญเข้ามาช่วยเรื่องของภาษา, การใช้คอมพิวเตอร์, การคำนวณวิเคราะห์ และการสื่อสารปฏิสัมพันธ์เข้ามาพัฒนาตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดการตกงาน หรือหางานใหม่”
“ด้วยการปรับเปลี่ยนทัศนคติเชิงบวก, กระตือรือร้น, ปรับตัว, หมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทั้งยังต้องประเมินตัวเองด้วยการหาจุดเด่น ปิดจุดด้อย เพื่อสร้างและเพิ่มจุดเด่นของตัวเอง ที่สำคัญจะต้องหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม รู้จักสร้างแบรนด์ของตัวเอง และมีเครือข่ายในโซเชียลมีเดีย นอกจากนั้นยังจะต้องมองหาอาชีพเสริมด้วยการเป็นพนักงานขาย, รับจ้างดูแลคนชรา, ผู้ป่วย, เด็ก, รับสอนพิเศษ, ขับรถรับจ้างนอกเวลางาน, รับจ้างพิมพ์รายงาน, เอกสาร หรือแปลงาน รวมถึงการเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย”
ที่ล้วนจะทำให้แรงงานอยู่รอดปลอดภัยในอนาคตข้างหน้าเพราะดังที่ทุกคนทราบดี “ทักษะแรงงาน” ในสหัสวรรษหน้า มีความเปลี่ยนแปลงไปตามโมเดลธุรกิจของโลกสมัยใหม่ ดังนั้น มนุษย์แรงงานจึงต้อง “หมุนตามโลก” และ “พัฒนาตัวเอง” อย่างรู้เท่าทันธุรกิจโลกด้วย ถึงจะทำให้ทุกคนเป็นแรงงาน “ชั้นดี” ที่ใคร ๆ ก็อยากชักชวนให้ร่วมงานตลอดเวลา