เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไทยคม ตั้ง CEO ใหม่ “ปฐมภพ” ลาออกกรรมการ
Business ไทยคม ตั้ง CEO ใหม่ “ปฐมภพ” ลาออกกรรมการ
อัปเดตเหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว”ดับ 28 ราย เจ็บ 71 ราย
News อัปเดตเหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว”ดับ 28 ราย เจ็บ 71 ราย
แสนสิริ ผนึก กสิกรไทย ปฏิวัติอสังหาฯสีเขียวครบวงจรรายแรก Green Loan-Green Bond
Real Estate แสนสิริ ผนึก กสิกรไทย ปฏิวัติอสังหาฯสีเขียวครบวงจรรายแรก Green Loan-Green Bond
ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว มพบ. เปิดช่องทางเยียวยา ลูกค้า-นักดนตรี ฟ้องแพ่ง/ประกันสังคมได้
News ไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าว มพบ. เปิดช่องทางเยียวยา ลูกค้า-นักดนตรี ฟ้องแพ่ง/ประกันสังคมได้
YLG เปิดให้บริการซื้อขาย Gold Spot ด้วยเงินดอลลาร์แบบเรียลไทม์ หนุนทำกำไรส่วนต่างไม่ต้องแปลงค่าเงิน
Finance YLG เปิดให้บริการซื้อขาย Gold Spot ด้วยเงินดอลลาร์แบบเรียลไทม์ หนุนทำกำไรส่วนต่างไม่ต้องแปลงค่าเงิน
คลังประกาศผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17 ก.ค. เวลา 6 โมงเช้า
Finance คลังประกาศผลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 17 ก.ค. เวลา 6 โมงเช้า
ออมสิน ปิดท้ายแคมเปญ 113 ปี ลุ้นรางวัลสลากออมสินรวม 70 ล้านบาท ซื้อได้ถึง 15 ก.ค. นี้
Finance ออมสิน ปิดท้ายแคมเปญ 113 ปี ลุ้นรางวัลสลากออมสินรวม 70 ล้านบาท ซื้อได้ถึง 15 ก.ค. นี้
‘เอกนิติ’ สั่งตั้งคณะทำงานระบบ CHECKED เชื่อมโยงข้อมูลปราบทุนเทา
Finance ‘เอกนิติ’ สั่งตั้งคณะทำงานระบบ CHECKED เชื่อมโยงข้อมูลปราบทุนเทา
ราคาทองวันนี้ (13 ก.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท รูปพรรณขายออก 65,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ก.ค. 69) ร่วงลง 700 บาท รูปพรรณขายออก 65,100 บาท
กรมทางหลวง เปิดเวทีรัฐ-เอกชน ถอดโจทย์พัฒนาจุดพักรถรับ “บรรทุก-บัสอีวี“
Economic กรมทางหลวง เปิดเวทีรัฐ-เอกชน ถอดโจทย์พัฒนาจุดพักรถรับ “บรรทุก-บัสอีวี“
ดูทั้งหมด

เปลี่ยน ‘คนใช้น้ำ’ เป็นคนหาน้ำ ‘ลุงคำมี’ ต้นแบบเกษตรกรสู้ภัยแล้ง

28 เม.ย. 2563 | 10:26น.

เป็นไปได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจยืดเยื้อกว่าที่คิด เพราะต้องใช้เวลาพัฒนายา และวัคซีนในการรักษาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ดังนั้น ทางเลือกดีที่สุดขณะนี้ จึงเป็นเพียงการยับยั้งการแพร่เชื้อให้ลดลง และประคองสถานการณ์เพื่อไม่ให้กระทบกับเศรษฐกิจมากนัก

ผลเช่นนี้ จึงทำให้ภาครัฐมีการแบ่งโซนจังหวัดออกเป็น 3 โซน ได้แก่ เขียว, เหลือง และแดง โดยจังหวัดที่มีการควบคุมการระบาดของโรคได้ต่อเนื่องเกินกว่า 14 วัน จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ นั่นหมายความว่าประชาชนจะมีโอกาสปรับวิถีชีวิตให้คุ้นเคยต่อการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลา

ขณะที่ภาคธุรกิจต่างมองว่าวิกฤตโควิด-19 อาจนำมาสู่โอกาสในการพลิกเกมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น หลังแรงงานจากเมืองหลวงหลั่งไหลกลับต่างจังหวัด ดังนั้น จึงถึงเวลาที่จะสานต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเมืองรอง ด้วยการส่งเสริมภาคการเกษตร, การผลิต และสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชน

โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนคือการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะเรื่อง “น้ำคือชีวิต” มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน

“ลุงคำมี ปุ้งโพธิ์”

ซึ่งเหมือนกับ “ลุงคำมี ปุ้งโพธิ์” ชุมชนบ้านป่าเป้ง อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น ต้นแบบเกษตรกรสู้ภัยแล้งในโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชนรอดภัยแล้ง” ผู้ที่เคยตกอยู่ในวังวนของปัญหารายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงปากท้อง เพราะเติบโตมากับความแห้งแล้ง และยังต้องเผชิญกับปัญหาฝนดี 2 ปี และน้ำแล้ง 4 ปี สู้กับน้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร ทำให้ผลผลิตตกต่ำ จนต้องออกไปรับจ้างขายแรงงานในกรุงเทพฯ ท้ายที่สุดจึงรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตหลุดพ้นจากความยากจน เพราะรายรับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วในเมืองเศรษฐกิจ

“การกลับบ้านเกิด” จึงคือคำตอบของแรงงานอย่าง “ลุงคำมี” เพราะหวังจะสร้างโอกาสให้ชีวิตดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจปลูกมันสำปะหลัง พืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดโลกต้องการ แต่กลับถูกกดราคารับซื้อ ได้กำไรเพียง 300-400 บาท แต่เมื่ออยากจะเปลี่ยนอาชีพมาปลูกข้าวก็พบว่ามีน้ำไม่เพียงพอ

“สมัยก่อนทุ่งนาน้ำไหลมาแค่ตื้น ๆ เพราะแล้งกันดารจริง ๆ ต้นไม้ในสวนก็เหี่ยวแห้งหมด ผมจึงไปทำงานในกรุงเทพฯ จนรู้ซึ้ง จึงอยากกลับบ้านมาทำเกษตร และไม่อยากไปทำงานต่างถิ่นอีก”

จนกระทั่งมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.ร่วมมือกับเอสซีจี นำเรื่อง“การบริหารจัดการน้ำ” ตามแนวพระราชดำริมาสู่ชุมชนป่าภูถ้ำ ภูกระแต ต.แวงน้อย อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น จึงทำให้ชุมชนบ้านป่าเป้งซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของป่าภูถ้ำ ภูกระแตเข้าใจกระบวนการดักน้ำหลากที่ต้องกักเก็บน้ำไว้ในช่วงฤดูฝน จากนั้นจึงค่อย ๆ ผันน้ำเข้าสู่แปลงเกษตรของชุมชน จนสามารถคืนความชุ่มชื้นมาสู่ป่าไม้ พืชพันธุ์ รวมถึงสัตว์เล็ก ๆ อาทิ กบ, อึ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“จากที่เคยเป็นเพียงผู้ใช้น้ำอย่างเดียว น้ำไม่พอใช้ น้ำไม่พอปลูกข้าว ก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงคือมีน้ำเพิ่มขึ้น เพราะสวมบทบาทเป็นผู้หาน้ำด้วยการเรียนรู้เรื่องการดักน้ำตามแรงโน้มถ่วง เก็บน้ำเข้าสู่สระน้ำในไร่นา จากมูลนิธิ และเอสซีจีจึงทำให้แปลงเกษตรมีน้ำใช้ตลอดปี”

นอกจากมีน้ำใช้เพียงพอสำหรับทำเกษตรแล้ว พื้นที่เพาะปลูกของ “ลุงคำมี”ยังช่วยสร้างรายได้เพิ่มได้ตลอดทั้งปี ด้วยการทำ “เกษตรผสมผสาน ตามแนวทฤษฎีใหม่” โดยเริ่มต้นจากจัดสรรแปลงที่ดินในพื้นที่กว่า 21 ไร่ เปลี่ยนจากเดิมที่ทำนา 12 ไร่ ก็ค่อย ๆ ลดพื้นที่ทำนาให้เหลือ 4-5 ไร่ พร้อมขุดสระน้ำ 2 สระ เพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ทำเกษตรและเลี้ยงปลา และใช้พื้นที่ที่เหลือปลูกไม้ยืนต้น ไม้สวน รวมถึงพืชสมุนไพร โดยไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้คือที่ดินกว่า 21 ไร่ของลุงคำมีเป็นแหล่งรายได้หมุนเวียน มีผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี

“พืชผักสวนครัวสร้างรายได้เป็นรายวันส่วนสมุนไพร ไม้ยืนต้น และไม้ผล สร้างรายได้เป็นรายเดือน ขณะที่ผักหวานสร้างรายได้เป็นรายปี สิ่งสำคัญคือต้องวางแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำในสระน้ำ โดยสระน้ำหลักจะรับน้ำที่เชื่อมต่อท่อมาจากหนองผักหวาน ซึ่งเป็นสระน้ำแก้มลิงของชุมชน และจากสระน้ำหลักก็ต่อท่อไปลงอีกสระเพื่อกระจายน้ำสู่แปลงเกษตร”

ขณะเดียวกัน ชุมชนได้รวมกลุ่มทำข้อตกลงประจำหมู่บ้าน ร่วมกันจ่ายเงินค่าน้ำในอัตราชั่วโมงละ 20 บาท เมื่อรับน้ำเข้าพื้นที่ “ลุงคำมี” จึงมีต้นทุนค่าน้ำเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งถือว่ายังสมเหตุสมผล เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตที่สร้างรายได้ให้อย่างน่าพอใจ ทั้งผักหวาน ฝรั่ง มะนาว โดยรายได้เฉลี่ยของเขามีสูงถึงเดือนละ 50,000 บาท หรือราว 576,000-960,000 บาทต่อปี ซึ่งระบบการจัดสรรน้ำช่วยลดต้นทุนได้ถึง 384,000 บาทต่อปี

“จะหาเงิน 1,000 บาท แค่เดินเก็บพืชผักผลไม้ในสวนไปขายก็ได้แล้ว แค่ผักหวานอย่างเดียวก็สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 200,000 บาทต่อปีแล้ว”ลุงคำมีเล่าถึงความสุข และความภาคภูมิใจบนผลผลิตจากไร่ที่สร้างมา

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตเกษตรกรได้พลิกชีวิตของ “ลุงคำมี” ให้อยู่ดีกินดี มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว กระทั่งสามารถส่งลูกเรียนหนังสือจนได้ปริญญา

“ลุงคำมี” จึงเปรียบเสมือนคนต้นแบบของการเรียนรู้วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง กระทั่งไร่, แปลงผัก และสวนป่าแห่งนี้จึงกลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียง” ที่พร้อมถ่ายทอดวิชาการพึ่งพาตนเอง จนกลายเป็นตำนานผู้พลิกชีวิตจากแรงงานเมืองกรุง สู่เกษตรกรผู้เปี่ยมสุขและแบ่งปัน

“ไร่แห่งนี้ปลูกทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ปลูก ใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ผมจะสืบสานทำไปเรื่อย ๆ ลูกหลานไม่ว่า เยาวชน หรือกลุ่มไหนก็แล้วแต่ เข้ามาในสวน ผมจะให้ความรู้หมด ไม่หวงความรู้ จะบอกและแนะนำวิธีการทำทุกอย่าง ถ่ายทอดให้เขาเอาไปทำต่อได้”

นี่คือวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกิดจากหนึ่งคน จนสามารถขยายผลไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียง และชุมชนอื่น ทำให้เห็นว่ายิ่งแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากขึ้นเท่าใด เศรษฐกิจชุมชนก็พร้อมแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ต้นแบบวิถีชีวิตพึ่งพาเศรษฐกิจชุมชนสอดคล้องกับยุคโควิด-19 เมื่อเกิดการปิดเมือง ควบคุมการเดินทางเข้า-ออกประเทศ วิถีการเกษตรคือแหล่งผลิตอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิต เป็นกลไกสำคัญให้ประเทศอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เอสซีจี