ททท.โฟกัสกลุ่มกำลังซื้อสูง ลั่นปี’67 โกยรายได้ 3 ล้านล้าน

ททท.กางแผนเร่งขับเคลื่อนท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมูลค่าและคุณค่า เน้นกลุ่มจ่ายหนัก รักษ์สิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าปี’67 โกยรายได้ 3 ล้านล้าน เท่าก่อนโควิด พร้อมเตรียมรับมือ งบประมาณปี 2567 ล่าช้า จ่อใช้งบฯปี 2566 ไปก่อน ในกรอบวงเงิน 50%

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2567 ททท.จะมุ่งสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปสู่ระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวใหม่ ให้เป็นระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวที่มีความสมดุลระหว่างมูลค่าและคุณค่า

โดย “คุณค่า” คือ คุณค่าของประสบการณ์ โดยที่ ททท.จะส่งมอบบนพื้นฐานของคุณภาพและความปลอดภัย รวมถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังปรับใช้กลยุทธ์ ZEST ได้แก่ Z : Zero in on Sustainability มุ่งผลักดันการท่องเที่ยวไปสู่ความยั่งยืน E : Expressive-Full of Meaningful สร้างโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความหมายและความสุขจากการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

S : Superior-Greater in Quality สร้างคุณภาพและมาตรฐานที่เหนือระดับในมิติของกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ T : Transformation-IT Modernization ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มคุณค่าของประสบการณ์ (VoX) ควบคู่ไปกับการห่วงใยใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

“ความท้าทายของภาคการท่องเที่ยวไทยในปี 2567 คือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจเดินทางไม่ถึง 40 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ททท.กำลังมุ่งเน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใช้จ่ายสูง จึงต้องพิจารณารายได้จากนักท่องเที่ยวร่วมด้วย”

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า เป้าหมายในการขับเคลื่อนดีมานด์การท่องเที่ยวในปี 2567 วางเป้าหมายมีรายได้จากการท่องเที่ยว 3.09 ล้านล้านบาท สัดส่วนรายได้จากภาคการท่องเที่ยวต่อ GDP อยู่ที่ 16% และกลับไปอยู่ระดับเดียวกับในปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19

โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ 40.5 ล้านคน มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 56,500 บาทต่อคนต่อทริป สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.29 ล้านล้านบาท ครองสัดส่วน 74% จากรายได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันมีจำนวนการเดินทางของผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 160.3 ล้านคน-ครั้ง ค่าใช้จ่ายผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 3,700 บาทต่อคนต่อทริป ครองสัดส่วน 26% จากรายได้ทั้งหมด

เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2567 กลับมา 100% ของระดับรายได้ในปี 2562 หรือ 3.1 ล้านล้านบาท ททท.จะเน้นการขับเคลื่อนในเชิงคุณภาพเพิ่ม ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของนักเที่ยว โดยล็อกเป้านักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงและมีจิตสำนึกที่ดี กระจายรายได้ลงสู่ท้องถิ่นและชุมชน ขณะเดียวกันจะเร่งสร้างอุปทานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อมุ่งสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero Tourism)

ส่วนในปี 2570 ททท.วางเป้าหมายว่าภาคการท่องเที่ยวจะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศ 5.59 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) 25% แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 4.47 ล้านล้านบาท ผู้เยี่ยมเยือนในประเทศ 1.11 ล้านล้านบาท

สำหรับประเด็นความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล จนส่งผลกระทบงบประมาณปี 2567 (1 ตุลาคม 2566-30 กันยายน 2567) ล่าช้าออกไป ซึ่งหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจล่าช้านานถึง 6 เดือน นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า ททท.ได้เตรียมการรับมือโดยอาจใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ไปพลางก่อนในกรอบวงเงิน 50% และในช่วงเวลาที่งบประมาณปี 2567 ล่าช้า อาจตรงกับเดือนตุลาคม 2566-กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งถือเป็นฤดูกาลการท่องเที่ยวของไทย ปัจจุบัน ททท.ได้ทำการตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวไปบ้างแล้ว

“ถ้าได้งบประมาณตามที่จัดสรรไว้เดิม ก็อาจไม่กระทบกับการทำการตลาดเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ถึงเป้าหมาย แต่ถ้าหากงบประมาณที่ยื่นเสนอไปถูกปรับลด เป้านักท่องเที่ยวที่คาดหวังไว้ก็อาจได้รับผลกระทบ”

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2567 ททท.ได้เสนอของบประมาณไป 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณ 2566 ประมาณ 1,500 ล้านบาท


นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า การท่องเที่ยวในหลายประเทศเริ่มฟื้นตัว ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น และด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้ทำให้หลายประเทศหันมาพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น จึงทำให้การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวรุนแรงยิ่งขึ้น ดังนั้นหากต้องการเห็นการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวเท่าก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนท่องเที่ยว และภาคการท่องเที่ยวจะช่วยพยุงเสาหลักด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่กำลังชะลอตัวในช่วงเวลานี้