กลุ่มลุฟท์ฮันซ่า ทดลองใช้ ‘Green Fares’ ในเส้นทางกรุงเทพฯ

ที่มาภาพ : Lufthansa

กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่า ทดลองใช้ “Green Fares” ซื้อตัวเลือกตั๋วเครื่องบินลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในเส้นทางกรุงเทพฯ-เวียนนา

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 รายงานข่าวจากกลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่า เปิดเผยว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้เปิดตัว Green Fares สำหรับเส้นทางการบินภายในยุโรปและแอฟริกาเหนือ โดยมีผู้โดยสารให้ความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว Green Fares ได้มีจำนวนผู้โดยสารเลือกจองแล้วกว่า 500,000 คน

ล่าสุด กลุ่มลุฟท์ฮันซ่าได้ขยายบริการค่าโดยสาร “Green Fares” สำหรับเที่ยวบินระยะไกล มาสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยในระยะแรกค่าโดยสารนี้จะถูกทดลองใช้ใน 12 เส้นทางบิน รวมไปถึงเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-เวียนนา เมืองหลวงประเทศออสเตรีย ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน

ค่าโดยสาร “Green Fares” คืออะไร

รายงานระบุว่า ค่าโดยสาร “Green Fares” คือ ตัวเลือกค่าบัตรโดยสารที่ได้คำนวณการทดแทนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ในช่วงการจองบัตรโดยสาร โดยอาจมีราคาสูงกว่าบัตรโดยสารระดับชั้นเดียวกัน

ในเที่ยวบินระหว่างประเทศ ที่มีการให้บริการ “Green Fares” เมื่อเลือกบัตรโดยสารประเภทดังกล่าว ผู้โดยสารจะมีส่วนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 10% จากการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) และอีก 90% จะถูกชดเชยผ่านการเข้าร่วมโครงการรักษาสภาพอากาศต่าง ๆ

ทั้งนี้ กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่าคำนึงถึงปริมาณเชื้อเพลิง SAF ที่จำเป็นต้องใช้ในการทดแทนการปล่อย CO2 จะถูกนำเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานของสนามบินภายใน 6 เดือนหลังจากการซื้อ เนื่องจากว่าเชื้อเพลิง SAF ประเภท “Drop-in” นี้จะต้องมีการผสมกับเชื้อเพลิงฟอสซิลก่อนที่จะถูกขนส่งไปยังสนามบิน ไม่สามารถเติมเชื้อเพลิง SAF เพียงอย่างเดียวในแต่ละเที่ยวบินได้

12 เส้นทางการบินระยะไกลที่จะเปิดทดลองใช้

อัตราค่าโดยสาร Green Fares สำหรับเที่ยวบินระยะไกล จะเริ่มเปิดให้บริการในเส้นทางดังต่อไปนี้ ตั้งแต่สิ้นเดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป สายการบินในกลุ่มลุฟท์ฮันซ่าที่เข้าร่วม ได้แก่ Lufthansa, Austrian Airlines, Brussels Airlines และ SWISS ซึ่งให้บริการเส้นทางการบินที่มีการต่อเครื่องหากอยู่ในเครือข่ายเส้นทาง ผ่านเว็บไซต์สำหรับจอง

  • กรุงเทพฯ-เวียนนา (BKK-VIE)
  • บรัสเซลส์-กินชาซา (BRU-FIH)
  • แฟรงก์เฟิร์ต-บังคาลอร์ (FRA-BLR)
  • แฟรงก์เฟิร์ต-ไมอามี (FRA-MIA)
  • ฮ่องกง-ลอนดอน (HKG-LHR/LCY)
  • ลอนดอน-ฮ่องกง (LHR/LCY-HKG)
  • มิวนิก-โซล (MUC-ICN)
  • ไนโรบี-แฟรงก์เฟิร์ต (NBO-FRA)
  • ปารีส-กรุงเทพฯ (CDG/ORY-BKK)
  • เซาเปาลู-ซูริก (GRU-ZRH)
  • สิงคโปร์-ลอนดอน (SIN-LHR/LCY)
  • ซูริก-ลอสแองเจลิส (ZRH-LA)

นอกจากนี้ ลุฟท์ฮันซ่ากรุ๊ปยังให้มีค่าโดยสาร Green Fares สำหรับเส้นทางการบินที่มีการต่อเครื่อง (Connecting Flights) อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น แฟรงก์เฟิร์ต-บังคาลอร์ บรัสเซลส์-กินชาซา และซูริก-ลอสแองเจลิส และการจองเที่ยวบินผ่านสายการบินในเครือลุฟท์ฮันซ่ากรุ๊ป เช่น ลอนดอนไปฮ่องกง หรือปารีสไปกรุงเทพฯ ที่ต้องบินผ่านฐานการบินของกลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่าจะเห็นตัวเลือกค่าโดยสาร Green Fares แบบอัตโนมัติ

ตั้งเป้าเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050

รายงานระบุว่า กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้ตั้งเป้าหมายด้านการปกป้องสภาพอากาศ และต้องการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 โดยกลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่ามีความตั้งใจที่จะลดการปล่อยคาร์บอนลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2562 ผ่านการลดการปล่อยก๊าซและการชดเชยในรูปแบบอื่น ๆ เป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนภายในปี 2573 ได้รับการตรวจสอบโดย Science Based Targets initiative (SBTi) ในเดือนสิงหาคม 2565

เครื่องบินแบบโบอิ้ง 787 สายการบินลุฟท์ฮันซ่า
ที่มาภาพ : Lufthansa

กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่าเป็นกลุ่มสายการบินแรกในยุโรปที่มีเป้าหมาย โดยอ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตร์ ตามข้อตกลงปารีสปี 2558 (2015 Paris Climate Agreement) เพื่อการปกป้องสภาพอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มสายการบินลุฟท์ฮันซ่าได้เร่งปรับปรุงฝูงบินให้ทันสมัย ใช้เชื้อเพลิง SAF เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการด้านการบินอย่างต่อเนื่อง และนำเสนอตัวเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืนให้แก่นักนักท่องเที่ยวและลูกค้าองค์กรเพื่อทำให้การเดินทางหรือการขนส่งสินค้ามีความยั่งยืนมากขึ้น