สงครามแผ่นดิสก์ Blu-Ray บทเรียนใหญ่ของ SONY
ย้อนรอยสงครามฟอร์แมต แผ่นดิสก์ในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่ SONY ทุ่มสุดตัวเพื่อครองแชมป์สื่อกลางความบันเทิง ก่อนบริการสตรีมมิ่งจะเปลี่ยนเกม
จากกระแสข่าว SONY ยุติการผลิตแผ่นเกมสำหรับเครื่องเล่นคอนโซลยอดฮิตอย่าง PlayStation หวนให้นึกถึงการต่อสู้และการเติบโตของแผ่น Blu-Ray ที่ถือกำเนิดและเติบโตมาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมความบันเทิง ควบคู่กับเครื่องเล่น PlayStation
ปัจจุบันแผ่น Blu-Ray ยังคงใช้งานในเครื่องเกมไปถึงปี 2028 และในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แผ่นดิสก์ยังคงเป็นที่นิยมเก็บสะสม เนื่องจากรองรับความคมชัด และระบบเสียงระดับสูง ขณะที่ฝั่งองค์กรยังคงต้องการ Blu-Ray แบบพิเศษเพื่อเก็บข้อมูลถาวรระยะยาว
แต่หากมองย้อนไปในอดีตแล้ว ความพยายามผลักดันแผ่น Blu-Ray ในช่วงเริ่มต้นของ SONY เกือบทำให้ PlayStation สิ้นชื่อ
ย้อนรอยสงครามฟอร์แมต “แผ่นดิสก์”
ในช่วงปี 1990 – 2000 สื่อบันเทิงทุกประเภทได้เปลี่ยนผ่านจากยุคแอนาล็อกใน “ม้วนเทป” ที่ไฟล์ความบันเทิงภาพเสียงบันทึกในรูปแบบสัญญาณแม่เหล็กลงบนเส้นเทปพลาสติก เข้าสู่ยุคดิจิทัลในรูปแบบ แผ่น CD หรือ Compact Disc โดย Sony และ Philips ร่วมกันพัฒนาเปลี่ยนเสียงให้เป็นรหัสข้อมูลดิจิทัลฐานสอง บันทึกลงบนแผ่นพลาสติกโพลีคาร์บอเนต แล้วใช้แสงเลเซอร์สีแดงยิงอ่านข้อมูล ไฟล์วิดีโอก็เรียก VCD
แต่ CD ยังมีปัญหาในเรื่องของพื้นที่จัดเก็บน้อยเพียง 700MB ซึ่งไม่ต่างจากม้วนเทป VHS จึงมีการพัฒนาจากแผ่น VCD สู่ DVD ในช่วงปี 1995 รูปทรงเหมือน VCD แต่มีความจุถึง 4.7–8.5 GB ทำให้สามารถใส่ภาพยนตร์ความยาวกว่า 2 ชม.ได้
และการบีบอัดวิดีโอแบบ MPEG-2 ให้ความละเอียดภาพสูงขึ้นเป็น 480p/576 รองรับระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 ช่องสัญญาณ เช่น Dolby Digital และ DTS กลายเป็นเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคยอมรับเร็ว และแผ่น DVD มีขนาดเล็ก เบา ไม่เสียหายง่ายเหมือนม้วนเทป ทำให้ธุรกิจร้านเช่าเปลี่ยนระบบจากม้วนเทปมาเป็นแผ่น DVD ทั้งหมดในระยะเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีจอภาพ-ทีวี ขยายขนาดขึ้น จากจอแก้วสู่จอ LCD หรือ HDTV มาถึงการบีบอัดไฟล์ภาพและเสียงลงแผ่น CD – DVD เมื่อนำไปฉายบนเทคโนโลยีใหม่จะภาพแตก และเสียงแย่ ต้องมีรูปแบบจัดเก็บข้อมูลที่สามารถใส่ไฟล์ขนาดใหญ่ ให้รองรับความละเอียดสูงระดับ 720p และ 1080p (Full HD)
แต่การเปลี่ยนผ่านของทีวีไม่ได้เร็วอย่างที่คิด ผู้ผลิตเครื่องเล่น และผู้ผลิตสื่อความบันเทิง ยังคงยึดมาตรฐานของ DVD ที่เพียงพอต่อผู้ใช้งานในวงกว้าง
ช่วงกลางทศวรรษที่ 2000-2006 มีรูปแบบแผ่นดิสก์หลากหลายประเภท ทั้ง VCD ก็ยังใช้อยู่ DVD ก็ยังนิยมใช้มากขึ้น เครื่องเล่นก็มีหลากแบบ หลายแบรนด์ ผลที่ตามมาคือ ผู้บริโภคมีทางเลือกมหาศาลในการเลือกซื้อสื่อบรรเทิงมาตั้งในห้องนั่งเล่น
ในขณะเดียวกันก็สร้างความเวียนหัวว่าต้องเลือกรูปแบบ หรือ “ฟอร์แมต” ที่เหมาะสมกับตน ทั้งทีวี เครื่องเสียง เครื่องเล่น และแผ่นดิสก์
ผู้ผลิต “เจ้าตลาด” ในขณะนั้น เห็นตรงกันว่าเทคโนโลยีจอภาพรุ่นใหม่ ความบันเทิงรูปแบบใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆ กำลังเกิดขึ้น ความคมชัดระดับ 4K กำลังมาถึง รวมถึงเกมที่มีรายละเอียดภาพและการประมวลผลกราฟิกซับซ้อนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจัดเก็บแบบใหม่ มาตรฐานใหม่ ที่ผู้บริโภคและแบรนด์ทุกแบรนด์ใช้ได้ด้วยกันได้ทั้งหมด
จึงเกิดการแข่งขัน “สงครามฟอร์แมต” ชิงกันสร้างมาตรฐานแผ่นดิสก์ ในช่วงปี 2006-2008 นำโดย SONY และพันธมิตร ที่ต้องการนำเสนอเทคโนโลยีแสงสีน้ำเงินสำหรับ Optical Disc ใหม่ของพวกเขา หรือ Blu-ray ในชื่อ (สมาคม BDA-Blu-ray Disc Association)
กลุ่ม BDA ต่อสู้กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตเครื่องเล่นและสื่อบันเทิง DVD Forum นำโดย Tochiba ซึ่งเห็นว่าการใช้เทคโนโลยีแสงสีน้ำเงินมีต้นทุนที่สูง ในเบื้องต้นจึงได้เสนอให้บีบอัดข้อมูลสองชั้นลง DVD-9 ทำให้แผ่นดิสก์เดียวมีพื้นที่สองด้าน ขณะที่เสนอเทคโนโลยีแสงสีน้ำเงินของตนด้วย คือ HD DVD
ทั้งสองฝ่ายต้องหาพันธมิตร ทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ เครื่องเล่นแผ่น และเครื่องเสียง
โดย BDA มี Hitachi, LG, Panasonic, Pioneer, Philips, Samsung, Sharp, Sony รวมถึงผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อย่าง Dell และ HP
ขณะที่ฝั่ง HD DVD มี Toshiba, NEC, Sanyo รวมถึง Microsoft, RCA, Intel และอื่นๆ
ส่วนสำคัญนั้นเวลานั้น คือ Hollywood ที่ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Universal, Paramount และ Warner Bros. วางขายภาพยนตร์ในรูปแบบ HD DVD ทำให้ Blu-ray อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีนัก
ตลอดสองปีการต่อสู้เต็มไปด้วยการแข่งขันการดีลพันธมิตร โรดโชว์ผู้บริโภค เพื่อครอบครองภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมบันเทิง
เมื่อถึงปี 2008 Warner Bros. กลับลำ ยกเลิกการผลิตภาพยนตร์บนแพลตฟอร์ม HD DVD และเปิดแผนให้คนแลกแผ่นหนัง HD DVD มาเป็นแผ่น Blu-ray ในปี 2009 เนื่องจากเครือข่ายร้านเช่าแผ่นอย่าง Blockbuster ประกาศจะวางขายภาพยนตร์เฉพาะแผ่น Blu-ray เท่านั้น หลังจากนั้น Tochiba และพันธมิตรก็ทยอยประกาศยุติการผลิตฟอร์แมต HD DVD
ทำให้ฟอร์แมต Blu-Ray ได้ครองสื่อความบันเทิงในโลก Physical Media
PlayStation 3 หมัดเด็ดของ SONY ?
ปัจจัยที่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า SONY ทุ่มสุดตัว และเชื่อว่าเป็นหมัดเด็ดของ SONY คือ การยัดเครื่องอ่านแผ่น Blu-Ray ลงในเครื่องเล่นเกมคอนโซลยอดนิยม รุ่นใหม่ อย่าง PlayStation 3 และนี่เป็น “จุดพลิกผัน” ที่ทำให้ SONY แทบล้มในธุรกิจเกม แต่ชนะในสมรภูมิฟอร์แมต
ในปี 2000-2005 เครื่องเล่นเกม PlayStation 2 ของ SONY ประสบความสำเร็จล้นหลาม ด้วยการรวมเครื่องเล่นเกม และเครื่องอ่านแผ่น DVD ขณะที่เทคโนโลยี DVD เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและรองรับการอ่านเขียนข้อมูลคุณภาพสูง โดยเฉพาะเกมที่ต้องการทั้งระบบภาพเสียงและการโต้ตอบบนแผ่นเดียว
ข้อมูลจาก Satatista ระบุว่า ยอดขายรวมของเครื่อง PS2 สูงถึง 160 เครื่องทั่วโลก ยังคงครองแชมป์เครื่องคอนโซลที่ขายดีที่สุดอยู่แม้ตอนนี้จะมาถึงโค้งสุดท้ายของ PS5 แล้ว
โดยในช่วงที่ PS2 เปิดตัวในปี 2000 เครื่องเล่น DVD แบบตั้งโต๊ะตามบ้านยังมีราคาสูง ในขณะที่ PS2 เปิดตัวราว 300 เหรียญสหรัฐ ผู้บริโภคจึงมองว่าการซื้อ PS2 ได้ทั้งเครื่องเล่นเกมและเครื่องเล่น DVD ที่มีประสิทธิภาพสูง
เครื่อง PS2 จึงยึดครองห้องนั่งเล่นของผู้คนในญี่ปุ่น สหรัฐ และยุโรป
กลิ่นอายความสำเร็จยังอบอวลอยู่ในบรรยากาศของการแข่งขัน
เมื่อเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2006 โลกไอทีกำลังรอคอยการเปิดตัว เครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ของ SONY ชิปเซ็ต และสถาปัตยกรรมแบบใหม่ รองรับจอภาพ ชุดเครื่องเสียง และการควบคุมของยุคใหม่
และที่สำคัญฟอร์แมตการเก็บข้อมูล คือ แบบใหม่บนแผ่น Blu-Ray ที่ SONY จะจับเครื่องอ่านแผ่น Blu-Ray มาใส่ใน PS3 แม้จะเริ่มมีการซื้อขายบนระบบออนไลน์ดิจิทัลในเวลาเดียวกันนี้ก็ตาม
ที่ต้องจับตา คือ ราคาและภาพจำของความสำเร็จเกม PS2
ผลที่ออกมา คือ PS3 ทำยอดขายราว 10.5 ล้านเครื่องทั่วโลก เทียบกับเครื่องเล่น HD DVD ในขณะนั้นที่ขายไปประมาณ 1 ล้านเครื่อง ทั้งรวมกับตัวอ่านแผ่น HD DVD ภายนอก สําหรับเครื่องเล่นเกม Xbox 360 ของ Microsoft ที่เป็นคู่แข่งรายสำคัญ
ทําให้หัวอ่าน Blu-ray แบบแยก และที่ติดพร้อมกับ PS3 ขายได้ดีกว่า HD DVD ในอัตราส่วนสองต่อหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และมากถึงสามหรือสี่ต่อหนึ่งในยุโรป
แต่ปัญหาคือ
การนำเครื่องล่นเกมรุ่นใหม่ ที่ใช้ชิปเซ็ตใหม่ และเครื่องอ่านแผ่นรุ่นใหม่มาใส่ไว้ในเครื่องเดียวกัน ทำให้ราคา PS3 แพงขึ้นอย่างมาก
PS3 เปิดตัวครั้งแรก 500 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่า PlayStation 2 ประมาณสองเท่า ขณะที่คู่แข่งอย่าง XBOX360 ของ Microsoft เปิดตัวที่ราว 200 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น มีการคาดการณ์ว่า SONY มีค่าใช้จ่ายในการผลิต PS3 มากกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะเครื่องอ่าน Blu-ray อย่างเดียวราว 125 ดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ การออกแบบใหม่ของสถาปัตยกรรมบน PS3 ซับซ้อนเกินไป ทำให้นักพัฒนาเกมหลายราย เลือกที่จะทำเกมไปลงพีซี หรือ Xbox360 ทำให้ Xbox ซึ่งอาจนับว่าเป็นน้องใหม่ได้โอกาสเติบโตและได้รับความนิยมสูงขึ้น
โดยรวมแล้ว PS3 ขายได้ประมาณ 87.4 ล้านเครื่อง และ Xbox 360 ขายได้ประมาณ 84 ล้านเครื่อง
“ชุเฮอิ โยชิดะ” อดีตประธานบริษัท Sony Interactive Entertainment ได้เคยให้สัมภาษณ์สื่อเกม gamesbeat ว่า PS3 ทำบริษัทขาดทุนไปมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่สองของการเปิดตัว
และเป็นจุดตกต่ำที่สุดของบริษัท เกือบทำให้ PlayStation ล่มสลาย
อาจกล่าวได้ว่าเครื่อง PS3 คือความพยายามเอาชนะสงครามแผ่นดิสก์ของ SONY แต่ก็แลกมากับการที่มีคู่แข่งรายใหม่เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และช่วงเวลาของ PS3 ก็อยู่ได้เพียงสั้น ๆ เพราะไม่ค่อยมีเกมที่จะมาลง และราคาสูงเกินไป
ในขณะที่คลื่นลูกใหม่ก็ถาโถมเข้ามา คือ บริการ Video Steamming ที่เปลี่ยนโลกความบันเทิงสู่ออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้นผู้คนจึงไม่มีความจำเป็นต้องซื้อเครื่องอ่านแผ่น Blu – ray ไปเก็บไว้ในห้องนั่งเล่นอีก
ต่อมาในปี 2013 SONY ได้เปิดตัว PS4 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง โดยมียอดจัดส่งสูงถึง 117 ล้านเครื่อง พลิกฟื้นสถานการณ์ของเครื่องเล่นเกมเจ้าตลาดกลับมา และทำให้ Sony ยืนยันที่จะทำเกมแบบ Physical Media เพื่อตอบโจทย์ “การเป็นเจ้าของ” ให้กับนักสะสม และแฟนพันธุ์แท้
ทำให้แผ่น Blu-Ray กลายเป็น “ของสะสม” เฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นช่องทางหลักในการเสพสื่อบันเทิง เหมือนช่วงการแข่งขันในสงครามฟอร์แมต หรือสงครามดิสก์ เพราะในวันนี้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและบริการสตรีมมิ่งได้เข้ามาทดแทนเบ็ดเสร็จ
จนกระทั่งได้ประกาศสิ้นสุดการผลิตแผ่นในปี 2028 ในที่สุด