เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
Finance ไม่พลิกโผ ! กยศ. ประกาศแต่งตั้ง “พิมพ์เพ็ญ ลัดพลี” ผู้จัดการกองทุนฯ คนใหม่
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
ดูทั้งหมด

อียูแบนน้ำมันรัสเซียรอบใหม่ รัสเซียจะเจ็บกว่าที่ผ่านมา หรือยุโรปจะเจ็บเอง ?

06 ก.พ. 2566 | 18:37น.
อียูแบนน้ำมันรัสเซีย

สหภาพยุโรป (อียู) เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดีเซลและน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปของรัสเซีย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีคาดการณ์ว่ารอบนี้รัสเซียจะเดือดร้อนกว่าที่ผ่านมา แต่อีกด้านก็มองว่าหากรัสเซียแก้เกมได้ดี ยุโรปอาจจะเดือดร้อนเอง ยังไม่แน่ว่ารัสเซียกับยุโรปใครจะเจ็บกว่าใคร แต่ที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างจะแน่นอนคือราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสูงขึ้น ซึ่งผลกระทบจะทั่วถึงหลายประเทศทั่วโลก

มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียรอบใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลรัสเซีย เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

มาตรการรอบใหม่นี้ ห้ามนำเข้าน้ำมันดีเซลและน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปทุกชนิด นับเป็นมาตรการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรัสเซียชุดที่ 6 ของสหภาพยุโรป นับตั้งแต่ที่ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 

นอกจากนั้น สหภาพยุโรปร่วมกับประเทศพันธมิตรในกลุ่ม G-7 กำหนดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซีย สูงสุด 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลสำหรับน้ำมันราคาพรีเมี่ยม เช่น น้ำมันดีเซล และ 45 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลสำหรับผลิตภัณฑ์อย่างน้ำมันเตาและน้ำมันหล่อลื่น ให้มีผลในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 เช่นกัน โดยมีข้ออนุโลมให้สำหรับน้ำมันที่บรรจุขึ้นเรือที่ท่าเรือต้นทางก่อนวันที่ 5 กุมภาพันธ์ และต้องขนถ่ายลงที่ท่าเรือปลายทางภายในวันที่ 1 เมษายน 2566 

มีการคาดการณ์ว่าการที่ยุโรปแบนน้ำมันดีเซลและน้ำมันกลั่นชนิดต่าง ๆ ของรัสเซียรอบนี้จะส่งผลกระทบทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอีกระลอก   

 

โดนแบนทั้งปี แต่รัสเซียไม่เดือดร้อนเท่าที่คาด

ถึงแม้อียูจะทำขึงขังลดการพึ่งพารัสเซียได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่การคว่ำบาตรน้ำมันและก๊าซรัสเซียครั้งที่ผ่าน ๆ มาไม่ส่งผลกระทบต่อรัสเซียมากเท่าที่อียูกับพันธมิตรหวังผล เนื่องจากน้ำมันดิบจากรัสเซียยังสามารถส่งขายให้ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีความต้องการใช้สูงมากอย่างจีนกับอินเดีย 

มีรายงานว่าการนำเข้าน้ำมันของอินเดียในเดือนธันวาคม 2565 เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 เดือน เนื่องจากอินเดียเพิ่มการซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ขณะที่จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองของรัสเซียในเดือนมกราคมที่เพิ่งผ่านมา  

ปี 2565 ที่ผ่านมา รัสเซียโดนแบนก๊าซธรรมชาติและน้ำมันมาตั้งแต่ช่วงกลาง ๆ ปี แต่ตัวเลขในบัญชีการค้าน้ำมันและก๊าซของรัสเซียกลับดีขึ้น โดยปี 2565 มีรายได้จากการขายน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นจากปี 2564 มากถึง 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 28% 

นักวิเคราะห์ด้านพลังงานจึงตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่อียูแบนน้ำมันรัสเซีย ว่าจะได้ผลมากแค่ไหน ในเมื่อรัสเซียสามารถเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมันไปยังจีน อินเดีย และตุรกีได้ ซึ่งยุโรปอาจจะซื้อน้ำมันเหล่านั้นอีกต่อหนึ่ง เป็นเพียงการเปลี่ยนลำดับขั้นตอนการซื้อที่ไม่ได้ซื้อตรงจากรัสเซียเท่านั้น  

ตามรายงานของสำนักข่าว CNBC สตีเฟน เบรนน็อก (Stephen Brennock) นักวิเคราะห์อาวุโสของบริษัทนายหน้าซื้อขายน้ำมัน PVM Oil Associates ในลอนดอน แสดงความเห็นว่า มาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบพร้อมกับกำหนดเพดานราคาน้ำมันรัสเซียของสหภาพยุโรปที่ใช้มาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมถึงตอนนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรัสเซียรุนแรงอย่างที่บางคนคาดการณ์ไว้ 

ทั้งนี้ ความคิดเห็นของเขามีขึ้นไม่นานหลังจากที่มีการรายงานว่าปริมาณน้ำมันที่ขนส่งออกจากท่าเรือบอลติกของรัสเซียในเดือนมกราคม 2566 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 50% จากเดือนธันวาคม 2565 

“ถือว่าไม่เลวสำหรับประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากที่สุดในโลก” เบรนน็อกกล่าว 

อียูแบนน้ำมันรัสเซีย
โรงกลั่นน้ำมันดีเซลในรัสเซีย/REUTERS/ Vasily Fedosenko/File Photo

 

ครั้งนี้รัสเซียอาจจะเจ็บหนักกว่าที่ผ่านมา

แม้ในปีที่ผ่านมารัสเซียไม่เดือดร้อนมากนัก แต่สำหรับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมครั้งล่าสุดนี้ ก็มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวาง ว่าจะสร้างความลำบากและสร้างผลกระทบต่อรัสเซียได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา   

CNBC รายงานว่า บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง Eurasia Group เป็นหนึ่งองค์กรที่เตือนว่า การแบนน้ำมันรัสเซียรอบนี้อาจจะส่งผลต่อรัสเซียมากกว่าครั้งก่อน ๆ 

นักวิเคราะห์ของ Eurasia Group มองว่า ปัญหาเรื่องการขนส่งและการกำหนดเพดานราคาเป็นปัญหาหลักเมื่อพูดถึงการแบนน้ำมันรัสเซียของสหภาพยุโรป ซึ่งความท้าทายนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่าการแบนน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปในรอบนี้อาจส่งผลกระทบต่อรัสเซียและต่อตลาดมากกว่าการแบนน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่าน ๆ มา  

เหตุผลที่นักวิเคราะห์ของ Eurasia Group มองแบบนั้นก็คือ หากรัสเซียจะใช้วิธีการเปลี่ยนเส้นทางการขายน้ำมันมาทางเอเชียเหมือนที่ทำกับน้ำมันดิบ รัสเซียจะเจออุปสรรคที่ว่าการขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นสำเร็จรูปนั้นยากกว่าการขนส่งน้ำมันดิบ เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันต้องผ่านการทำความสะอาดอย่างละเอียดมากเมื่อจะเปลี่ยนการใช้บรรทุกเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งไปใช้บรรทุกเชื้อเพลิงอีกชนิดหนึ่ง อีกทั้งยังต้องใช้เรือขนส่งจำนวนมากกว่าการขนส่งน้ำมันดิบ เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันกลั่นมีขนาดเล็กกว่าเรือขนส่งน้ำมันดิบ 

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเป็นความท้าทายด้านโลกจิสติกส์ และทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น  

ด้าน Economist Intelligence Unit (EIU) ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่า รัสเซียจะเดือดร้อนกว่าที่ผ่าน ๆ มา โดยแมทธิว เชอร์วูด (Matthew Sherwood) ตัวแทนนักวิเคราะห์ของ EIU คาดการณ์ว่า การคว่ำบาตรรัสเซียรอบนี้จะก่อให้เกิดการหยุดชะงักในอุปทานน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก และผลกระทบจะเกิดขึ้นในทันทีหลังจากคำสั่งมีผลบังคับใช้ เนื่องจากสหภาพยุโรปยังต้องหาซัพพลายน้ำมันจากแหล่งอื่นทดแทนน้ำมันรัสเซีย และคาดว่าจะสร้างแรงกดดันต่อราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันมากขึ้น  

EIU คาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมัน โดยรัสเซียจะส่งน้ำมันไปยังจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกามากขึ้น ส่วนยุโรปก็จะเพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากอินเดีย จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 

 

จีนกับอินเดียจะไม่ช่วยรัสเซีย

เชอร์วูด ตัวแทนนักวิเคราะห์ของ EIU แสดงความเห็นอีกว่า สำหรับน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปที่ถูกคว่ำบาตรในรอบใหม่นี้ อาจจะมีชะตากรรมที่แย่กว่าน้ำมันดิบ เนื่องจากจีนและอินเดียที่เป็นเส้นทางการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซียผ่านไปยังประเทศอื่น ๆ นั้น ใช้วิธีนำเข้าน้ำมันดิบราคาถูก แล้วนำไปกลั่นเองภายในประเทศ มากกว่าที่จะนำเข้าน้ำมันที่กลั่นสำเร็จแล้ว

ซึ่งนั่นหมายความว่า น้ำมันกลั่นสำเร็จรูปของรัสเซียอาจไม่ได้มีทางไปมากเท่ากับน้ำมันดิบ

สอดคล้องกับที่สำนักข่าว South China Morning Post ในฮ่องกงรายงานวิเคราะห์ว่า การโดนคว่ำบาตรจากอียูรอบนี้ รัสเซียน่าจะเดือดร้อนหนักกว่าครั้งที่ผ่านมา เพราะจีนและอินเดียอาจจะไม่เข้าไปช่วยเหลือรัสเซีย เนื่องจากเป็นบริบทที่ต่างออกไป คือเมื่อตอนที่รัสเซียโดนแบนน้ำมันดิบ จีนและอินเดียกระตือรือร้นที่จะซื้อน้ำมันดิบรัสเซียที่มีราคาต่ำ แต่สำหรับครั้งนี้ ทั้งสองประเทศไม่น่าจะซื้อน้ำมันที่ผ่านการกลั่นแล้วจากรัสเซีย 

วิกตอร์ คาโตนา (Viktor Katona) หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันดิบของ Kpler บริษัทให้บริการและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ชื่อดังวิเคราะห์ว่า ทั้งจีนและอินเดียเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันที่กลั่นแล้ว ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำเข้าเพิ่ม 

น้ำมันรัสเซีย
วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน/ Aleksey Druzhinin/Kremlin via REUTERS/ File Photo/ February 4, 2022

 

แต่รัสเซียยังพอมีทางออก และยุโรปอาจเจ็บเอง

อย่างไรก็ตาม น้ำมันของรัสเซียก็ยังสามารถหาผู้ซื้อได้ โดยส่งไปขายที่ตลาดสิงคโปร์และตลาดฟูไจราห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากนั้นมุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชีย แต่ตลาดที่ได้ก็ไม่ใช่ตลาดใหญ่ 

วิกตอร์ คาโตนา (Viktor Katona) หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดน้ำมันดิบของ Kpler วิเคราะห์อีกว่า ผลิตภัณฑ์น้ำมันของรัสเซียอาจไหลไปยังแอฟริกาตะวันตกและละตินอเมริกา ขณะที่ยุโรปมีแนวโน้มจะจัดหาน้ำมันดีเซลจากสหรัฐและเอเชียมากขึ้น 

นอกจากนี้ ตามรายงานของ Morningstar บอกว่า การที่อียูแบนน้ำมันรัสเซียอาจทำให้ทั้งจีนและอินเดียมีพื้นที่ในการต่อรองราคาซื้อน้ำมันจากรัสเซียมากขึ้น 

คาโตนาวิเคราะห์อีกว่า รัฐบาลรัสเซียก็ยังมีหนทางรับมือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ โดยรัสเซียสามารถกลั่นน้ำมันน้อยลงได้ แต่ยังรักษาระดับการผลิตน้ำมันให้คงที่ ซึ่งจะส่งผลให้มีการส่งออกน้ำมันดิบไปยังอินเดียและจีนมากขึ้น  

สตีเฟน เอลลิส (Stephen Ellis) นักกลยุทธ์ด้านสินค้าพลังงานและสาธารณูปโภคของ Morningstar แสดงความเห็นว่า รัฐบาลรัสเซียสามารถติดอาวุธให้กับน้ำมันของตนเองได้โดยการตัดการส่งออก ซึ่งจะทำให้ซัพพลายของยุโรปลดลงในที่สุด  

ถ้ารัสเซียทำแบบนี้แล้วได้ผลจริง ก็หมายความว่ายุโรปอาจจะเดือดร้อนเอง  

อาจจะยังคาดเดาได้ไม่ชัดว่ารัสเซียกับยุโรปใครจะเจ็บกว่าใคร แต่ที่คาดการณ์ได้ค่อนข้างจะแน่นอนคือราคาน้ำมันในตลาดโลกจะสูงขึ้น ซึ่งผลกระทบจะทั่วถึงหลายประเทศทั่วโลก