รายงานเผย ปีนี้เศรษฐีจะย้ายออกจากจีนมากที่สุด ออสเตรเลียครองแชมป์เศรษฐีย้ายเข้า

เศรษฐีย้ายหนีจีน

รายงานการสำรวจการย้ายถิ่นฐานและโยกย้ายความมั่งคั่งของเศรษฐีที่มีการลงทุนมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าปีนี้จีนจะเป็นประเทศที่เหล่าเศรษฐีย้ายออกสุทธิมากที่สุด 13,500 ราย ตามมาด้วยอินเดีย สหราชอาณาจักร รัสเซีย และบราซิล     

รายงาน “Henley Private Wealth Migration Report 2023” ที่สำรวจการโยกย้ายถิ่นฐาน (ย้ายไปอาศัยในประเทศใหม่มากกว่า 6 เดือนต่อปี) ของบรรดา High Net Worth Individual (HNWI) หรือบุคคลมั่งคั่งสูงที่มีการลงทุนมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จัดทำโดย Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานระดับโลก ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2566 ระบุว่า ในปีนี้จีนจะเป็นประเทศที่เหล่าเศรษฐีระดับ HNWI ย้ายออกไปอยู่ประเทศอื่นมากที่สุด 

รายงานนี้คาดการณ์ว่าจีนจะมีการย้ายออกสุทธิ (ส่วนต่างของการย้ายออกและย้ายเข้า) ของเศรษฐี HNWI จำนวน 13,500 ราย ตามมาด้วยอินเดียที่คาดว่ามีการย้ายออกสุทธิ 6,500 ราย และสหราชอาณาจักร คาดว่าจะมีการย้ายออกสุทธิ 3,200 ราย   

การใช้นโยบาย “เจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” (common prosperity) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน ซึ่งบั่นทอนความมั่งคั่งของเหล่าเศรษฐีลง เป็นปัจจัยขับดันให้ผู้ลงทุนในจีนแห่ออกไปประเทศที่เป็นมิตรต่อการลงทุนมากกว่า เช่น สิงคโปร์ หรือมีการวางแผนสำรองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ข้อจำกัดเรื่องโควิด-19 ที่ยืดเยื้อก็เป็นเหตุผลเพิ่มเติมที่คนเหล่าคนร่ำรวยจะเลือกออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ 

แอนดรูว์ อะมอยล์ส (Andrew Amoils) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาความมั่งคั่ง New World Wealth กล่าวในรายงานว่า “การเติบโตของความมั่งคั่งทั่วไปในจีนชะลอตัวลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าการไหลออก (ของผู้มั่งคั่ง) ล่าสุด อาจสร้างความเสียหายมากกว่าปกติ” 

สำหรับอินเดีย แม้ว่าการย้ายออกสุทธิในปีนี้จะอยู่อันดับที่ 2 แต่จำนวนการย้ายออกสุทธิตามที่คาดจะน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งมีการย้ายออกสุทธิ 7,500 ราย โดยเหตุผลของการย้ายออกจากอินเดีย 

แม้ว่าอินเดียจะเป็นผู้แพ้รายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่จำนวนทางออกสุทธิของอินเดียคาดว่าจะลดลงเหลือ 6,500 ในปี 2566 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (7,500) และตามที่ Amoils ชี้ให้เห็นว่า เพื่อการโยกย้าย” Singh-Dalal เสริมว่า “กฎหมายภาษีต้องห้ามประกอบกับกฎที่ซับซ้อนและซับซ้อนเกี่ยวกับการโอนเงินขาออกที่เปิดให้ตีความผิดและใช้ในทางที่ผิด เป็นเพียงประเด็นเล็กน้อยที่กระตุ้นให้เกิดกระแสการโยกย้ายการลงทุนจากอินเดีย”

ในขณะเดียวกัน การอพยพย้ายถิ่นฐานของเหล่า HNWI ในสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า มีการย้ายออกสุทธิจำนวน 3,200 ราย ทำให้สหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศที่สูญเสียเศรษฐีมากเป็นอันดับ 3 ของโลก สูงกว่ารัสเซียที่อยู่ในอันดับที่ 4 ซึ่งมีผู้ย้ายออก 3,000 ราย และบราซิลอยู่ในอันดับที่ 5 มีผู้ย้ายออก 1,200 ราย  

เหตุผลสำคัญที่เหล่าเศรษฐีย้ายออกจากสหราชอาณาจักรก็คือ Brexit และการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อยกเลิกสถานะผู้เสียภาษีที่ไม่มีภูมิลำเนาในสหราชอาณาจักร โดยสถิติชี้ชัดว่าการลงทุนขาเข้าในสหราชอาณาจักรลดลงนับตั้งแต่ถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ขณะที่เยอรมนีและฝรั่งเศสได้รับประโยชน์ไปแทน 

เศรษฐีย้ายออกกจากจีน

ในทางกลับกัน คาดการณ์ว่าออสเตรเลียจะแซงหน้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ขึ้นเป็นประเทศอันดับ 1 ของโลกที่ดึงดูด HNWI ย้ายเข้าได้มากที่สุดในปีนี้ จำนวน 5,200 ราย ส่วน UAE จะมีเศรษฐีย้ายเข้าจำนวน 4,500 ราย โดยมีสิงคโปร์อยู่ในอันดับ 3 จำนวน 3,200 ราย สหรัฐอเมริกาอยู่ในอันดับ 4 มีผู้ย้ายเข้า 2,100 ราย และสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 5 มีผู้ย้ายเข้า 1,800 ราย 

Henley & Partners บอกในรายงานด้วยว่า ในไตรมาสแรกของปี 2566 นี้ได้รับการสอบถามเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อย้ายถิ่นฐานมากเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (MOM) และสูงถึง 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 (YOY) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล โดยลูกค้าสองสัญชาติแรกที่สนใจสอบถามเกี่ยวกับการย้ายการลงทุนมากที่สุดคือชาวอินเดียและชาวอเมริกัน ส่วนชาวอังกฤษและชาวแอฟริกาใต้ยังคงอยู่ใน 10 อันดับแรกเหมือนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

ดร.เจิร์ก สเตฟเฟน (Juerg Steffen) ซีอีโอของ Henley & Partners กล่าวว่า การย้ายถิ่นฐานของเศรษฐีนั้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยคาดว่าตัวเลขทั่วโลกในปี 2566 และ 2567 จะอยู่ที่ 122,000 ราย และ 128,000 ราย ตามลำดับ 

“โดยทั่วไปแล้ว เทรนด์การโยกย้ายความมั่งคั่งในปีนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นรูปแบบก่อนเกิดโรคระบาด โดยออสเตรเลียกลับมาครองตำแหน่งการย้ายเข้าสุทธิสูงสุด เหมือนที่เคยเป็นเมื่อ 5 ปีก่อนเกิดการระบาดของโควิด และจีนมีการไหลออกสุทธิรายปีมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา และที่น่าสังเกตคือ อดีตแม่เหล็กดึงดูดความมั่งคั่งอันดับต้น ๆ อย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา” ดร.เจิร์ก สเตฟเฟนกล่าว 

อ้างอิง : 

อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง :