เมื่อเศรษฐกิจอ่อนแรง สี จิ้นผิง จึงแสดงความเป็นมิตร เรียกร้องจีนเปิดกว้าง ร่วมมือนานาชาติ

สี จิ้นผิง
สี จิ้นผิง/ แฟ้มภาพ การประชุมคณะกรรมการถาวร โปลิตบูโร 23 ตุลาคม 2565/ Photo by WANG Zhao/ AFP

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน เรียกร้องให้เศรษฐกิจจีนมีการเปิดกว้างมากขึ้น ให้ความร่วมมือต่างประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งท่าทีที่เป็นมิตรนี้เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจจีนกำลังอ่อนแรง ต้องการแรงเสริมจากการค้าระหว่างประเทศ และการลงทุนของต่างชาติ 

วันที่ 12 กรกฎาคม 2566 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า ในการประชุมว่าด้วยการปฏิรูปเชิงลึกของรัฐบาลจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ของจีน เรียกร้องให้เศรษฐกิจของจีนมีการเปิดกว้างมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความร่วมมือต่างประเทศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการค้าและการลงทุน 

“ในการสร้างรูปแบบการพัฒนาใหม่และส่งเสริมการเปิดกว้างเชิงโครงสร้าง ควรให้ความสำคัญกับประเด็นสำคัญของการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การลงทุน การค้า และนวัตกรรมทางการเงิน” คำกล่าวของสี จิ้นผิง ตามการรายงานของสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV)  

ทั้งนี้ การที่ทางการจีนปราบปรามบริษัทที่ปรึกษาต่างชาติในปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ต่อต้านการจารกรรมข้อมูลทั่วประเทศ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความต้องการลงทุนจากบริษัทต่างชาติลดน้อยลง

ก่อนหน้านี้ เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจของจีนที่ “ไม่ใช่ระบบตลาด” (non-market) และ “การบีบบังคับ” บริษัทอเมริกัน ในระหว่างที่เธอเดินทางเยือนจีนช่วงวันที่ 6-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา  

ความพยายามของจีนในการสนับสนุนนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการสิ้นสุดของนโยบาย Zero-COVID ของรัฐบาลจีนกำลังเริ่มอ่อนแรง จึงต้องการแรงเสริมจากนักลงทุนต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลก็พยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ 

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนได้ดำเนินการช่วยเหลือตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังป่วย ด้วยการขยายเวลาชำระคืนเงินกู้สำหรับผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่องค์ประกอบหลักอื่น ๆ ของเศรษฐกิจจีนก็ยังคงซบเซา เช่น การใช้จ่ายของผู้บริโภคภายในประเทศ และการส่งออก อีกทั้งยังมีข้อมูลล่าสุดชี้ว่าภาวะเงินฝืดทวีความรุนแรงขึ้น  


นอกจากนั้น สี จิ้นผิง ยังเรียกร้องให้มีการควบคุมการใช้พลังงานและควบคุมการปล่อยคาร์บอนให้ดีขึ้น เพื่อผลักดันแผนการใหม่ในการทำให้ประเทศจีนมีความกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) ด้วย