ทำไมราคาน้ำมันโลก ไม่พุ่งแรงอย่างที่คิด

ราคาน้ำมัน
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ตลอดช่วงสัปดาห์เศษที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ที่ขยายตัวลุกลามจนถึงขีดจวนเจียนจะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมา ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอยู่รอมร่อ

สิ่งซึ่งนานาประเทศทั่วโลกวิตกกันมากที่สุดก็คือ “ราคาน้ำมันดิบโลก” ที่กลัวกันว่าจะพุ่งแรงจนถึงระดับ 100-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไม่ช้าไม่นานจากสงครามโดยตรงระหว่างสองประเทศ

เอาเข้าจริง ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในเวลานี้ยังคงแกว่งตัวอยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับระดับราคาที่สูงที่สุดในรอบ 6 เดือน อยู่ในพิสัยใกล้เคียงกันกับระดับราคาที่เคยเป็นก่อนหน้าการกระทบกระทั่งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป

ล่าสุด เมื่อ 22 เมษายน ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ กำหนดส่งมอบในเดือนมิถุนายน ร่วงลงไปอยู่ที่ 86.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบดับเบิลยูทีไอก็ลดลงมาอยู่ที่ 81.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เท่ากับว่าราคาน้ำมันดิบที่ใช้อ้างอิงกันทั่วโลกทั้งสองชนิดร่วงลงมากกว่า 3% ในช่วง 1 สัปดาห์

คำถามก็คือว่า ทำไมราคาน้ำมันดิบโลกถึงไม่พุ่งแรงและเร็วเหมือนอย่างที่คาดหมายกันเอาไว้

Advertisment

ความขัดแย้งโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านครั้งนี้ ลุกลามมาจากเหตุการณ์การบุกข้ามแดนของกองกำลังติดอาวุธฮามาสจากฉนวนกาซา เข้ามาโจมตีในอิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคม 2023

พอถึง 1 เมษายน 2024 ระหว่างที่ทำสงครามกวาดล้างฮามาสในกาซาไปพลาง อิสราเอลก็ส่งกำลังเข้าโจมตีสถานกงสุลอิหร่านในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย มีผู้เสียชีวิต 13 คน

หนึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตคือ พลจัตวาโมฮัมหมัด เรซา ซาเฮดี้ ผู้บัญชาการอาวุโสของกองกำลังคุดส์ หน่วยปฏิบัติการรบพิเศษนอกดินแดนของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (ไออาร์จีซี) ประจำซีเรียและเลบานอน ซึ่งอิสราเอลกล่าวหาว่า เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีอิสราเอลของฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023

ปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลโดยตรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ถล่มทั้งขีปนาวุธ จรวดและโดรนติดระเบิด รวมแล้วกว่า 300 ลูกเข้าสู่ดินแดนอิสราเอล เมื่อ 13 เมษายนที่ผ่านมา

Advertisment

แม้ว่า 99% ของสารพัดอาวุธที่อิหร่านถล่มเข้าใส่จะถูกอิสราเอลสกัดกั้นเอาไว้ได้ ภายใต้ความร่วมมือจากกองกำลังของพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งสหรัฐ, ฝรั่งเศส, อังกฤษ, จอร์แดนและอื่น ๆ แต่อิสราเอลก็โต้กลับด้วยการใช้ขีปนาวุธถล่มอิสฟาฮาน จังหวัดตอนกลางที่ได้ชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งสำคัญของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อ 19 เมษายนที่ผ่านมา

แต่นับตั้งแต่บัดนั้นเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ ไม่เพียงดูเหมือนสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงเท่านั้น ตลาดน้ำมันดิบยังถอนหายใจด้วยความโล่งอกด้วยอีกต่างหาก

นั่นเนื่องเพราะการโจมตีตอบโต้ที่อิสราเอลใช้ ไม่เพียงดูเหมือนจะจำกัดขอบเขตเท่านั้น แต่ยังใช้เพียงเพื่อเป็นการ “เตือน” มากกว่าเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง แม้จะมีความเสียหายอยู่บ้าง แต่อิหร่านเองยืนยันว่าเป็นเพียง “เล็กน้อย”

อิสราเอลบรรลุเป้าหมายในการเตือนอิหร่านว่า ตนสามารถฝ่าระบบป้องกันของอิหร่านเข้าไปโจมตีเป้าหมายที่ต้องการได้ ในขณะที่อิหร่านยังไม่มีทีท่าว่าจะต่อความยาวสาวความยืดอีกด้วย

ในส่วนของตลาดน้ำมัน เหตุผลสำคัญที่ทำให้ไม่เกิดผลกระทบก็คือ แม้การกระทบกระทั่งจะสุ่มเสี่ยงสูงมากที่จะระเบิดเป็นสงครามใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใด ๆ ต่อการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ทั้งการผลิตและการกลั่น รวมไปจนถึงสิ่งปลูกสร้างที่ใช้สำหรับการส่งออกน้ำมัน

ประการถัดมา ขณะที่ผลผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางดูเหมือนจะจำเป็นต่อตลาด ปริมาณน้ำมันที่กลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกโอเปก อย่างสหรัฐ, แคนาดา, บราซิล, นอร์เวย์ และกายอานา ก็ยังมีมากและเพียงพอต่อการสนองความต้องการส่วนที่เหลือจากกลุ่มโอเปกได้สบาย ๆ ในปี 2024 นี้

เหตุผลสำคัญประการที่สามก็คือ การปรับลดการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส 2.2 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากแล้ว ทำให้ตลาดเชื่อว่า โอเปกพลัสโดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย มีกำลังการผลิตส่วนเกินหลงเหลืออยู่มากในระบบ

มากพอที่จะนำมาใช้ได้อย่างเหลือเฟือ ในกรณีที่ความขัดแย้งเกิดลุกลามเป็นสงครามใหญ่จริง ๆ ขึ้นมา

เหตุผลข้อสุดท้ายที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งสูงและเร็วอย่างที่คิดกันนั้น เป็นเพราะดีมานด์หรือความต้องการน้ำมันของโลกเองในเวลานี้ ก็ยังคงไม่แน่นอน เพราะการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนก็ยังไม่แน่นอน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง

นักวิเคราะห์พากันมองว่า ราคาน้ำมันจะยังคงทรงตัวอยู่ในแนวรับที่ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และแนวต้านที่ 90-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นนี้ไปจนกว่าจะเกิดปัจจัยเปลี่ยนที่สำคัญ

โดยเฉพาะเหตุที่จะเกิดกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งน้ำมันดิบ 19 ล้านบาร์เรลต้องส่งผ่านที่นั่นทุกวัน และเป็นพื้นที่อิทธิพลของอิหร่านโดยตรงนั่นเอง