เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ศาลการค้าสหรัฐคว่ำแผน B ภาษี 10 % มาตรา 122 -ทรัมป์เดินหน้าแผน C มาตรา 301

08 พ.ค. 2569 | 11:51น.

ศาลการค้ากลางสหรัฐประกาศว่ามาตรการภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกของประธานาธิบดีทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งถือเป็นความเสียหายครั้งใหม่ต่อแผนเศรษฐกิจเสาหลักของรัฐบาล เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal tariff) แต่ภาษีจะยังคงถูกเรียกเก็บจากผู้นำเข้าส่วนใหญ่ในระหว่างที่ฝ่ายบริหารกำลังยื่นอุทธรณ์ ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่ารัฐบาลกำลังสอบสวนตามมาตรา 301 ในฐานะแผน C 

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) และแอ็กซิออส (Axios) รายงานเมื่อ 7 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นว่า คณะผู้พิพากษา 3 คนที่ศาลการค้าระหว่างประเทศ (The US Court of International Trade) ในเขตแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นศาลระดับรัฐบาลกลางมีมติเสียงแตก 2 ต่อ 1  ให้ยกเลิกมาตรการภาษีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐกำหนดภาษี 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าปี 1974 ตามคำร้องของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและรัฐต่าง ๆ กว่า 24 รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่นำโดยพรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ ภาษี 10% ดังกล่าวที่ทรัมป์เรียกเก็บเป็น ‘แผน B’ มีจุดมุ่งหมายเพื่อแทนที่ภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal tariff) ซึ่งเป็น ‘แผน A’ ที่ถูกศาลสูงสุดสหรัฐตัดสินว่ามิชอบด้วยกฎหมาย เมื่อ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งภาษี 10% ตามมาตรา 122 ไม่เคยมีการใช้มาก่อน และมีข้อจำกัดในเรื่องเวลาบังคับใช้ 150 วัน โดยจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค.นี้

ในขณะนี้ศาลได้สั่งระงับการบังคับใช้ภาษีกับบริษัทสองแห่งที่ฟ้องร้องและรัฐวอชิงตันในทันที โดยชี้แจงอย่างชัดเจนว่าไม่ได้ออกคำสั่งห้ามแบบ “ครอบคลุมทุกรัฐ” เนื่องจากคณะผู้พิพากษาพบว่ารัฐอื่น ๆ ขาดคุณสมบัติในการฟ้องร้อง เนื่องจากไม่ใช่ผู้นำเข้าโดยตรง แต่ชี้ให้เห็นว่ารัฐอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โจทก์ได้รับความเสียหายจากการต้องจ่ายราคาสินค้าที่สูงขึ้นเมื่อธุรกิจต่าง ๆ ผลักภาระต้นทุนภาษีไปยังลูกค้า

แตกต่างจากคำสั่งศาลสูงสุด ซึ่งออกคำสั่งห้ามทั่วประเทศครอบคลุมผู้นำเข้าทั้งหมดในตอนแรก แต่คำสั่งศาลการค้าในคดีนี้มีขอบเขตแคบกว่า กล่าวคือศาลการค้าตัดสินว่าภาษีผิดกฎหมายและออกคำสั่งห้ามถาวร แม้ว่าจะเฉพาะกับโจทก์ในคดีนี้เท่านั้น (และคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าฝ่ายบริหารจะขอให้ศาลอุทธรณ์กลางระงับคำสั่งก่อนที่จะมีผลบังคับใช้)

แต่ภาษี 10% จะยังคงถูกเรียกเก็บจากผู้นำเข้าส่วนใหญ่ในระหว่างที่ฝ่ายบริหารกำลังยื่นอุทธรณ์

ยังไม่ชัดเจนในทันทีว่าคำตัดสินนี้จะมีความหมายอย่างไรสำหรับผู้นำเข้ารายอื่น ๆ ที่จ่ายภาษีดังกล่าว ซึ่งเจฟฟรีย์ ชวาบ ที่ปรึกษาอาวุโสของศูนย์ยุติธรรมลิเบอร์ตี้ (Liberty Justice Center) ตัวแทนของธุรกิจขนาดเล็กที่ยื่นฟ้องคดีหนึ่งต่อศาลการค้า กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะขึ้นอยู่กับการตอบสนองของฝ่ายบริหาร รวมถึงกระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะอุทธรณ์หรือไม่

ทั้งนี้ ศูนย์ยุติธรรมลิเบอร์ตี้เป็นกลุ่มเดียวกันกับที่ช่วยโต้แย้งในคดีฟ้องร้องภาษีแบบต่างตอบโต้ครั้งล่าสุดต่อหน้าศาลสูงสุด ซึ่งลงเอยชนะคดี

คำตัดสินศาลการค้าถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุด หลังจากศาลสูงสุดตัดสินว่าภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal tariff) มิชอบด้วยกฎหมาย โดยในครั้งนี้ศาลการค้าปฏิเสธจุดยืนของฝ่ายบริหารที่ว่า “การขาดดุลการชำระเงิน” ซึ่งเป็นเกณฑ์สำคัญในการเรียกเก็บภาษีตามมาตรา 122 นั้นเป็น “วลีที่เปลี่ยนแปลงได้” ศาลเสียงข้างมากสรุปว่า คำประกาศของทรัมป์ที่กำหนดภาษีดังกล่าวล้มเหลวในการระบุว่าการขาดดุลดังกล่าวมีอยู่จริงตามความหมายของกฎหมายปี 1974 แต่กลับใช้ “การขาดดุลการค้าและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาแทนที่”

รัฐบาลโต้แย้งว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นการวัดอย่างกว้างที่สุดว่าสหรัฐจ่ายออกไปให้ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกเท่าใด เมื่อเทียบกับรายรับที่ได้รับ ซึ่งการขาดดุลการค้าเป็นส่วนสำคัญนั้นเป็นตัวแทนที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐสภา

โจทก์กล่าวว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินประเภทที่กฎหมายนี้ออกแบบมาเพื่อแก้ไขนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่สหรัฐเลิกใช้ระบบมาตรฐานทองคำในทศวรรษ 1970

ทิม ไบรต์บิลล์ ประธานร่วมของแผนกการค้าระหว่างประเทศของบริษัทกฎหมาย Wiley Rein กล่าวว่า สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาดู คือว่า  “การตัดสินครั้งนี้จะถูกอุทธรณ์โดยฝ่ายบริหารอย่างแน่นอน และมี ‘แผน C’ เตรียมไว้แล้ว นั่นคือการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่กำลังดำเนินการอยู่” ทิม ไบรต์บิลล์ ประธานร่วมของแผนกการค้าระหว่างประเทศของบริษัทกฎหมาย Wiley Rein กล่าว

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคำตัดสิน ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรามีผู้พิพากษาฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงสองคนที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน ดังนั้นไม่มีอะไรทำให้ผมประหลาดใจกับศาล ไม่มีอะไรทำให้ผมประหลาดใจ ดังนั้นเราจึงใช้วิธีที่ไม่เหมือนเดิมเสมอ เราได้รับคำตัดสินหนึ่ง และเราก็หาวิธีอื่น”

สำหรับผู้พิพากษาเสียงข้างมากได้แก่ ผู้พิพากษามาร์ก เอ. บาร์เนตต์ (Mark A. Barnett) และแคลร์ อาร์. เคลลี (Claire R. Kelly) ส่วนทิโมธี ซี. สแตนซู (Timothy C. Stanceu) เป็นเสียงข้างน้อย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทรัมป์ ภาษี มาตรา 301