ญี่ปุ่นเปิดรับนักศึกษา-ผู้ติดต่อธุรกิจ เข้าประเทศ มีนาคมนี้

ญี่ปุ่นเปิดประเทศรับต่างชาติ
David Mareuil/Pool via REUTERS

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศเปิดรับนักศึกษาและผู้เดินทางติดต่อธุรกิจ เข้าประเทศ ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป 

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 นิกเคอิเอเชียรายงานว่า “ฟุมิโอะ คิชิดะ” นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศว่า รัฐบาลของเขาจะอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติและผู้ที่จะติดต่อธุรกิจสามารถเดินทางเข้าประเทศได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป หลังจากได้รับแรงกดดันจากภาคธุรกิจและแวดวงวิชาการ

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของการกลับมาเปิดพรมแดนในรอบกว่า 1 ปีของญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในโลก ทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ต่าง ๆ หลังมีข้อบ่งชี้ว่ามีโอกาสน้อยที่สายพันธุ์โอมิครอนจะทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่อยู่ในอัตราสูงของญี่ปุ่น หมายความว่าการผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติมยังคงเป็นความท้าทายทางการเมืองสำหรับคิชิดะ

“อัตราการแพร่กระจายของโอมิครอนทั่วประเทศเริ่มลดลง” คิชิดะกล่าวในการแถลงข่าวและว่า “มี 36 จังหวัดที่เริ่มเห็นจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง”

รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดพรมแดนเป็นช่วงสั้น ๆ ในเดือนพฤศจิกายน แต่กลับนโยบายอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจากการระบาดของโอมิครอน โดยตั้งแต่เดือนมีนาคม นักศึกษาและผู้เดินทางติดต่อธุรกิจต่างชาติ รวมถึงผู้ฝึกงานด้านเทคนิกจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ ขณะที่นักท่องเที่ยวยังคงถูกห้าม

ญี่ปุ่นยังคงจำกัดจำนวนผู้เดินทางเข้าประเทศรายวัน แม้ว่าจะเพิ่มจาก 3,500 คน เป็น 5,000 คน เมื่อเดือนพฤศจิกายนแล้วก็ตาม ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงแรงงานชาวญี่ปุ่นที่ถูกส่งไปต่างประเทศด้วย

ในการเปิดพรมแดนช่วงสั้น ๆ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ญี่ปุ่นกำหนดให้บริษัทต่าง ๆ ที่รับผู้ติดต่อทางธุรกิจ ต้องส่งแผนปฏิบัติการไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป การคัดกรองลักษณะนี้จะไม่จำเป็นอีกต่อไป แต่ผู้เดินทางจะต้องยื่นข้อมูลด้วยตัวเอง หากมีการเรียกขอ



หอการค้าอเมริกาในญี่ปุ่นแสดงความยินดีต่อการประกาศครั้งนี้ โดยระบุว่า นี่จะเป็นก้าวสำคัญในการตอบสนองต่อความต้องการเร่งด่วนของภาคธุรกิจ ครอบครัวที่ต้องแยกจากกัน และนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น

“เพื่อให้การตัดสินใจครั้งนี้มีความหมาย จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุงขั้นตอนการยื่นขอวีซ่า และขั้นตอนต่าง ๆ ในการเข้าประเทศ” หอการค้าอเมริการะบุ

นอกจากนี้ ระยะเวลาการกักตัวก็จะลดลงด้วย โดยผู้เดินทางจะต้องกักตัวเป็นเวลา 7 วันเหมือนเดิม แต่ผู้ที่มีผลตรวจโควิดเป็นลบในวันที่ 3 และมีเงื่อนไขตรงตามข้อกำหนดบางประการ จะสามารถยุติการกักตัวได้ นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 และเดินทางมาจากประเทศที่โควิดไม่ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว จะสามารถข้ามการกักตัวไปได้เลย

ญี่ปุ่นยังคงควบคุมชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดโควิดสายพันธุ์ใหม่ ข้อมูลจากทางการระบุว่า ณ วันที่ 4 มกราคม มีชาวต่างชาติประมาณ 400,000 คนที่ไม่สามารถเดินทางเข้าญี่ปุ่นได้ แม้จะได้รับการอนุมัติล่วงหน้าแล้วก็ตาม ดังนั้น เมื่อมีการขยายเวลาใช้มาตรการนี้ ภาคธุรกิจจึงได้ออกมาเรียกร้องรัฐบาล เนื่องจากบางธุรกิจต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ หลังจำนวนประชากรในประเทศเริ่มลดลง

นโยบายดังกล่าวยังได้ทำลายแผนการลงทุนของบริษัทต่างชาติ ในขณะที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมนั้นยากที่จะประมาณการณ์ได้

ผลการสำรวจโดยหอการค้าและอุตสาหกรรมของเยอรมนีในญี่ปุ่นพบว่า บริษัทสัญชาติเยอรมันเกิดความสูญเสียทางธุรกิจไปแล้วกว่า 100 ล้านยูโร (ราว 3,655 ล้านบาท) ผลจากการห้ามเข้าประเทศของญี่ปุ่น

“ในขณะที่ญี่ปุ่นยังคงควบคุมพรมแดนอย่างเข้มงวด ผู้ที่มีความสามารถได้พากันย้ายไปประเทศอื่น” โทชิฮิโระ นากาฮามะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สถาบันวิจัย ได-อิจิ ไลฟ์

แม้จะถูกวิจารณ์จากภาคธุรกิจและแวดวงวิชาการ แต่นโยบายควบคุมพรมแดนของคิชิดะก็ยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสาธารณชน จากการสำรวจความคิดเห็นโดยสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคเมื่อเดือนกุมภาพันธ์พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 57% มองว่า รัฐบาลควรดำเนินนโยบายควบคุมพรมแดนต่อไป ขณะที่อีก 32% มองว่ารัฐบาลควรผ่อนคลายนโยบายดังกล่าว

นักวิเคราะห์การเมืองกล่าวว่า เป็นเรื่องยากสำหรับคิชิดะที่จะเคลื่อนไหวเพื่อเปิดพรมแดนมากกว่านี้ โดยเฉพาะการอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งสภาสูงในเดือนกรกฎาคม

“หากผู้เดินทางเข้าประเทศถูกจำกัดที่ 5,000 คนต่อวัน จะไม่ได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ” จูนิชิ มากิโนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ เอสเอ็มบีซี นิกโก้ ซิเคียวริตี้ส์ กล่าว


 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ