สู้รบไทย-กัมพูชา เพิ่มความท้าทายเศรษฐกิจจาก “ภาษีทรัมป์”
ความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อจะเพิ่มความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการให้กับทั้งสองประเทศ รวมถึงภัยคุกคามจากสหรัฐที่จะกำหนดภาษีศุลกากรที่เข้มงวดที่ไทยและกัมพูชาถูกเรียกเก็บที่อัตรา 36% ต่างจากเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งได้ทำข้อตกลงการค้ากับรัฐบาลทรัมป์แล้ว ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออกยังคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ในขณะนี้
ตรินห์ เหงียน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตลาดเกิดใหม่ของ Natixis กล่าวว่า เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ ไทยอาจมีเหตุผลมากขึ้นที่จะยุติความขัดแย้งโดยเร็วที่สุด
“เราคาดว่าการลดความตึงเครียดจะเกิดขึ้นหลังจากการดำเนินการเชิงรุก” ตรินห์กล่าว “ความเสี่ยงจากภายนอกกำลังเพิ่มสูงขึ้น และประเทศไทยไม่สามารถปล่อยให้การท่องเที่ยวที่อ่อนแออยู่แล้วและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแออยู่แล้วต้องสะดุดลงได้”
รายงานของเมย์แบงก์ (Maybank Securities Pte.) เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม คาดการณ์ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจะชะลอตัวลงแล้ว โดยระบุว่าการพึ่งพาสหรัฐของประเทศกัมพูชาสูงที่สุดในอาเซียน ที่ 38% ของมูลค่าการส่งออก หรือ 21% ของ GDP
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ 6 มิถุนายน 2025 มีมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. และเพื่อเป็นไปตามการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยแก่ประชาชนไทยตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการจำเป็นควบคุม การเปิด-ปิดจุดผ่านแดนไทย-กัมพูชา โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กองทัพภาค 1, 2 รวมถึงกองกำลังจันทบุรี ตราด เป็นผู้กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธี เงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่จำเป็นและเหมาะสมในการผ่านแดน บริเวณจุดผ่านแดนทุกประเภทตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
ประเทศไทยมีแรงงานกัมพูชามากกว่าครึ่งล้านคน ตามการประมาณการอย่างเป็นทางการ แม้ว่าธนาคารเมย์แบงก์จะระบุว่า หากรวมแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารอาจทำให้ตัวเลขกัมพูชาในไทยเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 1.2 ล้านคน และเจ้าหน้าที่ในจังหวัดจันทบุรีและตราดของไทยกล่าวว่า มีแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาประมาณ 2,000 คน รวมตัวกันที่จุดตรวจเพื่อเดินทางกลับประเทศ
ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ของไทย การส่งออกของไทยไปยังกัมพูชามีมูลค่ารวม 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (160,000 ล้านบาท) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งรวมถึงเครื่องประดับ น้ำมัน และน้ำตาล โดยมีการนำเข้า 732 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักและผลไม้