‘อันวาร์’ หารือ อนุทิน-ฮุน มาเนต หลังสถานการณ์จ.บันเตียเมียนเจย ตึงเครียดขึ้น
‘อันวาร์’ ยินดี ‘อนุทิน’ เข้ารับตำแหน่งใหม่ และหารือสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำให้เจรจากรอบ JBC ด้าน ‘ฮุน มาเนต’ หารือ ‘อันวาร์’ เร่งแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ขอให้ช่วยเข้ามาไกล่เกลี่ย หลังสถานการณ์ที่บันเตียเมียนเจยตึงเครียดขึ้น และชายแดนด้านตะวันออกของไทยใน จ.สระแก้ว กลายเป็นจุดสนใจในข้อพิพาทชายแดนล่าสุด
นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์เฟซบุ๊กว่า บ่ายวันนี้ (18 กันยายน) ตนได้พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อหารือเรื่องการเยือนมาเลเซีย หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ การเยือนครั้งนี้เป็นหนึ่งในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
นายอันวาร์กล่าวว่า เราหารือเกี่ยวกับความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา ผมขอเน้นย้ำว่าทุกฝ่ายควรรักษาความสงบเรียบร้อยและอย่าปล่อยให้ความแตกต่างใด ๆ ก่อให้เกิดความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น
ผมขอเรียกร้องให้ทุกประเด็นที่เกิดขึ้นถูกนำเข้าสู่โต๊ะเจรจาผ่านการประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) มาเลเซียเชื่อว่าจิตวิญญาณแห่งการเจรจา การทูต และความเข้าใจเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
ด้านฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊ก แจ้งว่าตนเองได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอันวาร์ ในฐานะประธานอาเซียนคนปัจจุบัน เมื่อเย็นวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2025 เพื่อขอให้เร่งเข้ามาแทรกแซงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เนื้อหาบนโพสต์ระบุว่า :
เมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานหมุนเวียนของอาเซียน เกี่ยวกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่น่าวิตก ที่หมู่บ้านเปรยจัน ต.โอเบโจน อ.โอ-จเริว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งได้บานปลายไปถึงขั้นเกิดการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยกับประชาชนพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
เนื่องด้วยสถานการณ์ในวันนี้ ยังคงพัฒนาไปในทิศทางที่น่าวิตกยิ่งขึ้น จึงได้เสนอให้นายอันวาร์ อิบราฮิม เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองฝ่าย โดยเน้นย้ำให้คงสถานะเดิมของพื้นที่ไว้ก่อน งดการติดตั้งลวดหนามเพิ่มเติม หรือการกระทำใด ๆ ที่จะขยายวงความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น และขอให้ทุกฝ่ายรอคอยการหาทางออกต่อปัญหาพรมแดน จากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในอนาคต ตามที่ฝ่ายกัมพูชาและไทยได้ตกลงร่วมกันไว้ ในการประชุมนัดพิเศษของคณะกรรมาธิการเขตแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา
ย้อนไปเมื่อช่วงเช้าเช้าวันที่ 18 กันยายน กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การใช้เครื่องขยายเสียงทางยุทธวิธี กระสุนยาง และแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมชาวกัมพูชาที่เกิดขึ้นบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน ต.โอเบโจน อ.โอ-จเริว จ.บันเตียเมียนเจย โดยระบุว่ามาตรการของไทยที่ใช้ตอบโต้ชาวบ้านกัมพูชานั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ “ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างร้ายแรง”
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทย ออกแถลงการณ์เมื่อ 17 กันยายนว่า ตามที่ปรากฏรายงานข่าวเหตุการณ์การประท้วงของประชาชนกัมพูชาเพื่อขัดขวางการวางเครื่องกีดขวางเสริมความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2025 ซึ่งกองทัพบกได้ออกมาชี้แจงด้วยแล้วนั้น กระทรวงการต่างประเทศขอย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.การดำเนินมาตรการดังกล่าวของฝ่ายไทยอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน การเข้ามาเพื่อพยายามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจนทำให้เจ้าหน้าที่ไทยจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งการรื้อถอนสิ่งกีดขวางของฝ่ายไทย เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไทยในหลายมาตรา
2.เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้แสดงความอดกลั้นอย่างสูงสุดมาโดยตลอด และได้ใช้เวลาชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนกัมพูชา อย่างไรก็ดี ยังคงมีการยั่วยุและดำเนินการรุกล้ำอย่างต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนจำเป็นต้องเข้าระงับเหตุตามหลักสากล โดยใช้มาตรการที่ได้สัดส่วน และมีความเหมาะสมต่อสถานการณ์ และเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
3.การปลุกระดม ยั่วยุ ให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงและก่อความไม่สงบของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และเป็นสิ่งที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่สร้างสรรค์ อีกทั้งไม่ยึดถือผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง
4.ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการปลุกระดมและยั่วยุให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงและก่อความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงละเว้นการกระทำใด ๆ ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการลดความตึงเครียดและการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ