หุ้นโรงไฟฟ้ารับปัจจัยบวก “ยกแผง” จากการที่รัฐประกาศขึ้นค่าไฟปีหน้า
โดย “ณัชพล โรจนโรวรรณ” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)
มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงวิกฤตราคาพลังงานเดือน ม.ค.-เม.ย. 2566 โดย กกพ.ต้องประกาศค่าไฟฟ้าเป็น 2 กลุ่มคือ
1.คงค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) ที่ 93.43 สตางค์/หน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในระดับเท่าเดิมที่ 4.72 บาท/หน่วย
และ 2.ปรับขึ้นค่า Ft อีก 97.01 สตางค์/หน่วย มาอยู่ที่ 190.44 สตางค์/หน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐาน 3.79 บาท/หน่วย จะส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่อยู่ที่ 5.69 บาท/หน่วย ประเด็นดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อหุ้นโรงไฟฟ้าทั้งกลุ่มแน่นอน
โดยเฉพาะผู้ประกอบการในโรงไฟฟ้า SPP (ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก) ที่มีโครงสร้างรายได้จากการผลิตและขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมหรือนิคมอุตสาหกรรม ที่จะได้ราคาขายไฟฟ้าที่สูงขึ้น เพราะการขึ้นค่าไฟฟ้ารอบนี้เป็นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ไม่รวมภาคครัวเรือน
โดยหุ้นโรงไฟฟ้าที่จะได้ประโยชน์สูงสุดคือ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เพราะทั้ง 2 บริษัทมีสัดส่วนพอร์ตโรงไฟฟ้า SPP ค่อนข้างมาก หรือประมาณ 70% และ 30% ตามลำดับ ส่วน บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ บมจ.ราชกรุ๊ป (RATCH) ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้า IPP (ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ) ซึ่งอาจจะได้ประโยชน์ตรงนี้ไม่มากนัก

“ปีหน้าต้นทุนราคาแก๊สจะยังสูงอยู่ เหมือนปี 2565 ที่พุ่งสูงจากปี 2564 ค่อนข้างมาก สาเหตุจากผลสงครามรัสเซีย-ยูเครนและก๊าซอ่าวไทย อย่างไรก็ดี ในปีหน้าภาพจะดีกว่าปีนี้ เพราะราคาขายไฟฟ้าจะแพงขึ้นมาชดเชยต้นทุนที่สูงได้ จึงคาดการณ์กำไรหุ้นโรงไฟฟ้าในปีหน้าจะดีกว่าปีนี้มากพอสมควร”
“ณัชพล” กล่าวว่า ประมาณการกำไรสุทธิปี 2566 ของ BGRIM จะอยู่ที่ 3,400 ล้านบาท พลิกกลับมามีกำไรจากที่คาดว่าสิ้นปี 2565 จะติดลบ 600 ล้านบาท โดยปีหน้า GPSC จะมีกำไรสูงถึง 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 121%
ทั้งนี้ ประมาณการกำไรอยู่บนสมมติฐานอัตราค่าไฟฟ้าปีหน้าจะอยู่ที่ 5.2 บาท/หน่วย เป็นการคำนวณก่อนจะมีประกาศอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่อยู่ที่ 5.69 บาท/หน่วย ดังนั้น กำไรในปีหน้าของทั้ง BGRIM และ GPSC จะมีอัพไซด์เพิ่มอีก 30-40%
“นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะพลิกกลับมาแข็งค่าในปีหน้า จากปีนี้ที่ในช่วง 3 ไตรมาสแรกเป็นภาพค่าเงินบาทอ่อนค่าพีกแตะ 38 บาท ทำให้หุ้นโรงไฟฟ้าที่เคยรับรู้จากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ในปีหน้าก็ทำให้อาจจะมีกำไรส่วนเพิ่มจากอัตราแลกเปลี่ยนตรงนี้เข้ามาได้อีก แนะนำซื้อหุ้น BGRIM ราคาเป้าหมาย 61.25 บาท และหุ้น GPSC ที่ราคา 81.5 บาท”
ขณะที่ “ทญญา อุดม” นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล. เอเซียพลัส กล่าวว่า หุ้นที่จะได้ประโยชน์ คือ BGRIM, GPSC และ GULF เพราะเป็นบริษัทที่ขายไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมค่อนข้างมาก
โดยได้วิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) โดยในส่วนของ GPSC เมื่อค่า Ft ที่ปรับขึ้น 1 สตางค์ จะทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 60 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบกับแก๊สที่เพิ่มขึ้น 1 บาท/ล้านบีทียู ก็จะทำให้มีกำไรลดลงประมาณ 30 ล้านบาท/ปี
ส่วน BGRIM เมื่อค่า Ft ที่ปรับขึ้น 1 สตางค์ จะทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบกับแก๊สที่เพิ่มขึ้น 1 บาท/ล้านบีทียู ก็จะทำให้มีกำไรลดลงประมาณ 17 ล้านบาท/ปี และด้าน GULF เมื่อค่า Ft ที่ปรับขึ้น 1 สตางค์ จะทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 30 ล้านบาท แต่ถ้าเทียบกับแก๊สที่เพิ่มขึ้น 1 บาท/ล้านบีทียู ก็จะทำให้มีกำไรลดลงประมาณ 12 ล้านบาท/ปี
สรุปคือ รับอานิสงส์กันไปเต็ม ๆ สำหรับกลุ่มโรงไฟฟ้านี้