เฮงไล้ ซวยขื่อ
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สมถวิล ลีลาสุวัฒน์
ดีใจก่อนตายได้เห็นบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อวันอาทิตย์ 14 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่รอคอยมานาน แล้วการเลือกตั้งครั้งนี้ก็สำคัญมากกว่าทุกครั้ง
นับเป็น “ความสุข” ข้ามคืน ที่ได้ลิ้มรสการลุ้นผลคะแนนอย่างออกรสชาติ หลังจากกาบัตรเลือกคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ แล้วกลับมาเก็บกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างชาม จัดบ้านรก ๆ ให้เป็นระเบียบใหม่อีกครั้ง
ยอมรับว่า ลุ้นเลือกตั้งรอบนี้สนุกมาก สนุกเหมือนเราดูกีฬาที่คนไทยเข้าชิงเหรียญทอง
ดีใจอีก เมื่อ กกต.สรุปยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมีมากถึง 75.22% สูงสุดในประวัติศาสตร์
…กลิ่นความเจริญ เริ่มทำงานแล้ว
จากบรรยากาศที่สุดแสนคึกคัก ที่รอบนี้เป็นเวทีของโลกคนรุ่นใหม่ รุ่นเจน X เจน Y ซึ่งมีสิทธิออกเสียงมากกว่า 6 ล้านเสียง กลายเป็นเสียงที่ดังกังวาน ดังทะลุชั้นใต้ดินไปถึงอวกาศ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ส้มทั้งแผ่นดิน”
ส่วนพรรคเพื่อไทยก็ได้คะแนนจากประชาชนเป็นลำดับที่สอง รองจากพรรคก้าวไกล เป็นเพียง 2 พรรคเท่านั้น
ที่ประชาชนฝากความหวังไว้
แม้แกนนำพรรคเพื่อไทย ทั้งผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังจะใจเสีย และเสียใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามเป้า ก็คงต้องยอมรับและทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็เป็น “บทเรียน” เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จีรังที่สุด
หลังเลือกตั้งได้วันเดียว ความดีใจกลับมลายหายสิ้น เมื่อเส้นทางประชาธิปไตยเริ่มไม่ราบรื่นเข้าสู่วงจรอุบาทว์ อีหรอบเดิม ๆ ด้วยกฎกติกาที่ถูกสร้างขึ้นเพียงคนไม่กี่คน
เป็นก๊อกสองของละครฉากใหญ่ในการฟอร์มจัดตั้งรัฐบาลซึ่งกำลังเริ่มขึ้น และคาดว่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกระยะหนึ่ง แต่ไม่เกิน 60 วันตามเดดไลน์
ทำให้เกิดบรรยากาศที่น่าอึดอัด หลังแกนนำพรรคการเมืองสอบตกต่างชิงไหวชิงพริบ แสดงศักยภาพทั้งใต้ดินบนดิน ล็อบบี้สุดฤทธิ์ หวังกำเสียงข้างมากไว้ในมืออันทรงพลัง
เหมือนเกมปิดประตูตีแมว โดยมีกระแสของกลุ่มแกนนำ ส.ว.ออกมาไล่เรียงบรรทัดฐานของกฎกติกาอันชอบธรรม
จุดนี้ล่ะที่อันตราย เหมือนราดน้ำมันก่อกองเพลิง คบเด็กสร้างบ้าน ว่าไม่ดี คบผู้ใหญ่เผาบ้านตัวเอง ยิ่งไม่ดีใหญ่
สุดท้าย “จิตสำนึก” ที่ดี จะเป็นตัวชี้วัดผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้
หลังจากเด็ก ๆ ได้ออกแรงขับเคลื่อนภูเขาเน่า ๆ ผุ ๆ ทั้งลูกออกไปแล้ว ถึงเวลาจะสร้างบ้านใหม่ต้องใช้มืออาชีพในการดีไซน์บริหารธุรกิจบ้านเมือง ทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกัน
ประชาชนจำนวนมหาศาล เขาไม่รู้หรอกว่า การเมืองโหดร้ายอำมหิตและซับซ้อนแค่ไหน เขารู้เพียงว่า รัฐบาลที่ดี ต้องดีกับประชาชน รัฐบาลที่เก่ง ต้องทำให้พวกเขาอยู่ดี มีสุข
ส่วนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ความกลัวของกลุ่มทุนกับพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าย่อมมีเป็นธรรมดา ดูจากตลาดหุ้นร่วงรับขวัญว่าที่นายกฯใหม่ที่ถูกประเมินว่า คะแนนผ่าน แต่ประสบการณ์และความเชื่อมั่นยังไม่ผ่าน ขอรอดูโฉมหน้ารัฐบาลสูตรใหม่อีกครั้ง ค่อยว่ากัน
ถึงขั้นประเมินว่าเลวร้ายสุด พรรคที่ได้ชัยชนะอันดับหนึ่งอาจต้องไปเป็นฝ่ายค้าน เพราะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎกติกาอันชอบธรรม ที่แต่ละฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้
ภายใต้เงื่อนไขของนโยบายพรรคที่ไม่สามารถยืดหยุ่น หรือปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่ควรจะเป็น
กลายเป็นเดดล็อกของว่าที่รัฐบาลหน้าใส โดยมีกลุ่มนักธุรกิจทั้งบิ๊กเนม โนเนม สะท้อนภาพอย่างพร้อมเพรียง
ท่ามกลางการจับตาและการแสดงพลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังยืนประชันหน้า รอผลลัพธ์ที่พวกเขาไม่อยากให้เป็น
ซึ่งเป็นปัญหาระคายคอ ขมปากอย่างบอกไม่ถูก
เพราะกฎกติกากำลังต่อสู้กับความชอบธรรม และความชอบธรรมก็กำลังรอต่อสู้กับกฎกติกาด้วยเหมือนกัน
ภาพจำของการนองเลือด ปลุกมวลชนลงถนน ประท้วงใหญ่ ให้คนไทยเกลียดชังกันเอง ไม่สมควรเกิดขึ้นอีกแล้ว
เราคนไทยต้องก้าวข้ามความขัดแย้งระหว่างความคิดต่าง แล้วเคารพสิทธิกันและกัน พร้อมจับมือไปด้วยกัน
ไม่เช่นนั้นภูเขาลูกเก่าเน่า ๆ ผุ ๆ ก็จะมายืนขวาง ขัดความเจริญของผู้คนและประเทศไทยต่อไปไม่จบไม่สิ้น