การเยือนจีนของแอนโทนี่ บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของสหรัฐที่เดินทางเยือนจีนในรอบ 5 ปี จบลงด้วยการประชุมกับสี จิ้นผิง (Xi Jinping) ประธานาธิบดีของจีน ในช่วงบ่ายวันที่ 19 มิถุนายน 2566 ซึ่งต้องลุ้นกันจนนาทีสุดท้ายว่าบลิงเคนจะได้พบกับสี จิ้นผิง หรือจะได้พบเพียงเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่น ๆ
การเยือนจีนของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ อยู่ในการจับตามองของทั่วโลก เนื่องจากความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจตกต่ำลงมากในช่วงปีหลัง ๆ มานี้
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนพูดคุยอะไรกับแอนโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐบ้าง ในการประชุมร่วมกันเป็นเวลา 35 นาที ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง แล้วท่าทีของทั้งสองฝ่ายหลังการประชุมเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” สรุปออกมาเป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.สี จิ้นผิง กล่าวตอนเริ่มต้นการพูดคุยกับบลิงเคนว่า “ฝ่ายจีนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะปฏิบัติตามความเข้าใจร่วมกันที่ประธานาธิบดีไบเดนและผมบรรลุในบาหลี ทั้งสองฝ่ายยังมีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงในประเด็นเฉพาะบางอย่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก”
2.สี จิ้นผิง กล่าวว่า หวังว่าจะเห็นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างจีนกับสหรัฐ และเชื่อว่าทั้งสองประเทศจะสามารถเอาชนะความยากลำบากต่าง ๆ ได้
“โลกต้องการความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพระหว่างจีนและสหรัฐ ทั้งสองประเทศสามารถแสวงหาแนวทางที่ถูกต้องเพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับมนุษยชาติ ผมคาดหวังว่าการเดินทางเยือนประเทศจีนของรัฐมนตรีบลิงเคนในครั้งนี้จะนำมาซึ่งการสร้างเสถียรภาพด้านความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐ” ประธานาธิบดีจีนกล่าว
3.แอนโทนี่ บลิงเคนกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาและจีนมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการความสัมพันธ์ของสองประเทศ ซึ่ง “สหรัฐอเมริกามุ่งมั่นที่จะทำเช่นนั้น เพื่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา เพื่อประโยชน์ของจีน และเพื่อประโยชน์ของโลก”

4.สี จิ้นผิง เน้นย้ำว่าการแข่งขันของประเทศใหญ่ ๆ ไม่ได้เป็นภาพแทนของเทรนด์แห่งยุคสมัยนี้ และยิ่งกว่านั้น ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของอเมริกาเองหรือความท้าทายที่โลกเผชิญอยู่ได้ “จีนเคารพผลประโยชน์ของสหรัฐ และไม่พยายามที่จะท้าทายหรือแทนที่สหรัฐ ในทำนองเดียวกัน สหรัฐจำเป็นต้องเคารพจีน และต้องไม่ทำสิ่งที่กระทบกระเทือนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของจีน”
5.ทั้งสองฝ่ายให้คำมั่นสัญญาที่จะพูดคุยสื่อสารกันต่อไป รวมถึงมีแผนที่ฉิน กัง (Qin Gang) รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนจะเยือนสหรัฐในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนเจ้าหน้าที่ฝั่งสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน (Janet Yellen) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และจอห์น เคอร์รี (John Kerry) ทูตพิเศษด้านสภาพอากาศของสหรัฐ ก็คาดว่าจะเดินทางเยือนจีนในเร็ว ๆ นี้
6.ส่วนการหารือในประเด็นเฉพาะทาง มีการหารือเกี่ยวกับการเพิ่มเที่ยวบินโดยสารระหว่างกัน และหารือถึงความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนระหว่างนักศึกษาและผู้นำทางธุรกิจของสองประเทศมากขึ้น แต่การหารือก็ไม่มีผลที่เป็นรูปธรรม

7.สหรัฐอเมริกาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการมากที่สุด นั่นคือการฟื้นฟูการสื่อสารระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ ซึ่งจีนตัดขาดไปหลังจากที่แนนซี เพโลซี (Nancy Peocy) ประธานสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐในขณะนั้นเดินทางเยือนไต้หวันเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
สหรัฐเห็นว่าการสื่อสารระหว่างกองทัพเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการหลีกเลี่ยงการคำนวณผิดพลาดและความขัดแย้ง โดยเฉพาะในเรื่องไต้หวัน แต่จีนปฏิเสธความต้องการนี้ของสหรัฐ
หยาง เทา (Yang Tao) อธิบดีกรมอเมริกาเหนือและกิจการโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า จีนยังไม่พร้อมที่จะกลับมาเริ่มการติดต่อทางทหารกับสหรัฐอีกครั้ง
“ฝั่งสหรัฐทราบดีอยู่แล้วว่าเหตุใดการแลกเปลี่ยนระหว่างกันทางการทหารจึงยุ่งมียาก” เขากล่าวตำหนิว่าการที่สหรัฐคว่ำบาตรรัฐมนตรีกลาโหม หลี่ ฉางฟู่ (Li Shangfu) ของจีน เป็นเหตุผลที่ยังไม่สามารถกลับมาติดต่อสื่อสารทางการทหารกันได้
8.ในวันแรกของการเยือนปักกิ่ง บลิงเคนได้พูดคุยกับฉิน กัง (Qin Gang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ซึ่งทั้งสองนับว่าเป็นตัวแทนจากสองฝั่งได้พูดคุยกันบ่อยในช่วงนี้
ฉิน กัง ชี้ให้บลิงเคนเห็นว่า ไต้หวันเป็นแกนกลางผลประโยชน์หลักของจีน เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ และเป็นความเสี่ยงที่โดดเด่นที่สุดในความสัมพันธ์ของจีนกับสหรัฐด้วย
9.ในวันที่ 19 มิถุนายน ในช่วงเช้าบลิงเคน ได้พบกับ หวัง อี้ (Wang Yi) นักการทูตระดับสูงสุดของจีน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกิจการต่างประเทศของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน
มีรายงานว่าการพบกันของทั้งสองคนในระยะเวลา 3 ชั่วโมง เป็นไปอย่างตึงเครียด ประเด็นสำคัญที่จีนเน้นย้ำก็คือประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนบอกว่าไม่มีพื้นที่สำหรับการประนีประนอม ด้านสหรัฐบอกว่าไม่ได้ต้องการเปลี่ยน status quo หรือสถานภาพของจีนกับไต้หวันที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เตือนถึงการกระทำยั่วยุของจีนในช่องแคบไต้หวัน

10.หลังการพูดคุยระหว่างบลิงเคนกับหวัง อี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่า สหรัฐ “จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเจรจาหรือการเผชิญหน้า ความร่วมมือหรือความขัดแย้ง” โดยกล่าวโทษ “การรับรู้ที่ไม่ถูกต้องของสหรัฐ ซึ่งนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่ไม่ถูกต้องต่อจีน” เป็นต้นเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศตกต่ำลงอย่างที่เป็นในปัจจุบัน
และกล่าวว่า สหรัฐแบกรับความรับผิดชอบในการยุติความถดถอยของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ เพื่อผลักดันให้ความสัมพันธ์กลับคืนสู่แนวทางที่ดีและมั่นคง
กระทรวงต่างประเทศของจีนบอกด้วยว่า หวัง อี้ ได้เรียกร้องให้สหรัฐเลิกคิดเรื่อง “ทฤษฎีภัยคุกคามจากจีน” ซึ่งไม่มีมูลความจริง และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายที่กระทำต่อจีน ยกเลิกการปราบปรามการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน และละเว้นการแทรกแซงกิจการภายในของจีนของโดยพลการ
11.บลิงเคนแถลงว่า การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้บรรลุเป้าหมาย เพราะทั้งสองฝ่ายได้ฟื้นฟูการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศ ทั้งสองฝ่ายได้เปิดพื้นที่การพูดคุยสื่อสาร
“จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องสื่อสารกันในลักษณะนี้…นี่คือสิ่งที่เรากำลังจะทำต่อไป” รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าว และบลิงเคนเล่าด้วยว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนกล่าวชื่นชมความคืบหน้าระหว่างกันว่า “ดีมาก”
12.โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีสหรัฐ แสดงความเห็นต่อการเยือนจีนของบลิงเคนว่า “บลิงเคนทำผลงานได้ดีเยี่ยม ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐกำลังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง”
13.แม้ทางฝั่งสหรัฐจะบอกว่าพอใจ แต่ฝั่งจีนแสดงท่าทีไม่พอใจ มีการรายงานของสถานีโทรทัศน์ในจีนว่า หลังจากที่เครื่องบินของบลิงเคนออกจากจีนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศของจีนบอกอีกว่า การประชุมของสี จิ้นผิง กับบลิงเคน เป็นเรื่องของ “มารยาท” เท่านั้น แล้วกล่าวโทษสหรัฐว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง
อ้างอิง :
อ่านเนื้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเยือนจีน จะซ่อมแซมสัมพันธ์อันร้าวฉานได้แค่ไหน ?
- สรุปประเด็น “สี จิ้นผิง” กับ “บิลล์ เกตส์” พูดคุยอะไรกันบ้าง
- จีนแบนชิป Micron จากสหรัฐ อ้างความมั่นคง คาดรายได้หายปีละ 3,388 ล้านดอลลาร์
- รัฐมนตรีคลังสหรัฐเรียกร้อง G7 ช่วยประเทศกำลังพัฒนาต้านภัยคุกคามจากจีน-รัสเซีย
- ปม “บอลลูนจีน” สอดแนม ตัวเร่งเปลี่ยน “ซัพพลายเชน”