เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
World เฟดเสียงแตก คงดอกเบี้ยตามคาด 3.50-3.75%
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
ดูทั้งหมด

มัดรวม ผลประกอบการ 5 บิ๊กเทค ขวัญใจนักลงทุน

06 ส.ค. 2566 | 17:25น.

เปิดผลประกอบการกลุ่ม “FAANG” หุ้นบิ๊กเทคขวัญใจนักลงทุน พบรายได้เพิ่มขึ้นจากโฆษณา-บริการ พร้อมต่อยอดธุรกิจด้วยการลงทุนใน AI

วันที่ 6 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่บิ๊กเทคระดับโลกขวัญใจนักลงทุนอย่างกลุ่ม “FAANG” หรือเฟซบุ๊ก (Facebook), แอปเปิล (Apple), แอมะซอน (Amazon), เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) และกูเกิล (Google) ทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2566 ซึ่งหลายบริษัทก็มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก หลังจากที่ปีก่อนหน้าประสบปัญหาเรื่องการสร้างรายได้ จนส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น และต้องมีการปลดพนักงานจำนวนมาก

Facebook หรือเมตา (Meta)

จากรายงานผลประกอบของ Meta ระบุว่า รายได้ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 11% ส่วนรายได้จากโฆษณาที่เป็นธุรกิจทำเงินของบริษัทก็เพิ่มขึ้นราว 12% เช่นกัน ซึ่งการฟื้นตัวของธุรกิจโฆษณาจะผลักดันการเติบโตของรายได้ในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

โดยปัจจัยที่ทำให้รายได้จากธุรกิจโฆษณาของ Meta ฟื้นตัว เป็นผลมาจากการลงทุนใน Reels หรือฟีเจอร์วิดีโอสั้นบน Instagram และ Facebook ที่สร้างขึ้นเพื่อคัดลอกรูปแบบของคู่แข่งรายสำคัญอย่าง TikTok มีการใช้งานมากกว่า 2 แสนล้านครั้งบน Instagram และ Facebook และได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากมีการปรับปรุงการแสดงผลตามความสนใจของผู้ใช้งานแต่ละคน

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานด้วยว่า นี่เป็นก้าวของยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้เห็นมาตั้งแต่เศรษฐกิจซบเซา และการเปลี่ยนแปลงกฎความเป็นส่วนตัวจาก Apple ที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการขายพื้นที่โฆษณาของ Meta ซึ่งการที่รายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในปีก่อนหน้า ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปยังความเชื่อมั่นของนักลงทุนอีกด้วย

ซึ่งการเติบโตของรายได้จากธุรกิจโฆษณา อาจช่วยให้ Meta มีงบประมาณครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการพัฒนา AI และเทคโนโลยีเกี่ยวกับเมตาเวิร์ส (Metaverse) ตามเจตนารมณ์ของมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ต่อไป

ทั้งนี้ ซูซาน ลี (Susan Li) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Meta ยังระบุว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่การลงทุนใน “โอกาส” ที่เทคโนโลยีที่มีความสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะ AI และเมตาเวิร์ส

Apple

จากรายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ตามปีงบการเงิน 2566 (สิ้นสุด ณ วันที่ 1 ก.ค.) ของ Apple ระบุว่า ยอดขายประจำไตรมาสอยู่ที่ 8.18 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยยอดขายประจำไตรมาส 3 ตามปีงบการเงิน 2566 ของแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นดังนี้

  • iPhone มียอดขายอยู่ที่ 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 4.06 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 2%
  • Mac มียอดขายอยู่ที่ 6.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 7.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 7%
  • iPad มียอดขายอยู่ที่ 5.79 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 7.22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 20%
  • อุปกรณ์สวมใส่และอื่น ๆ เช่น Apple Watch และ AirPods มียอดขายอยู่ที่ 8.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 8.08 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 2%
  • กลุ่มบริการ เช่น Apple TV+ มียอดขายอยู่ที่ 2.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 8%

ลูก้า แมสตรี (Luca Maestri) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Apple คาดการณ์ว่า ยอดขาย Mac และ iPad ในไตรมาส 4 ตามปีงบการเงิน 2566 อาจลดลงเป็นเลข “สองหลัก” อีก เพราะเป็นผลพวงมาจากการที่กระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทต้องหยุดชะงักจากคำสั่งปิดโรงงานเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ทำให้ Apple ต้องพยายามจัดการสต๊อกให้เพียงพอต่อความต้องการของคอนซูเมอร์มากที่สุด

Amazon

ผลประกอบการของ Amazon ยักษ์ด้านบริการคลาวด์และค้าปลีกของโลก ก็มีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน โดยรอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ในไตรมาส 2/2566 รายได้อยู่ที่ 1.34 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนกำไรจากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Amazon เพิ่มขึ้น 9% หลังจากประกาศผลประกอบการ

ไบรอัน โอลซาฟสกี้ (Brian Olsavsky) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Amazon กล่าวกับรอยเตอร์ว่า แม้รายได้ครัวเรือนจะยังคงตึงตัว แต่มรสุมจากอัตราเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลายลง ทำให้ลูกค้าเริ่มจับจ่ายใช้สอยผ่านบริการของ Prime มากขึ้น รวมถึงบริษัทก็ได้จัดระเบียบการจัดการสินค้าและเปิดคลังสินค้าใกล้พื้นที่เมืองใหญ่สำหรับการจัดส่งในวันเดียวกัน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและต้นทุนในการจัดส่ง

“ตอนนี้ Amazon คาดหวังว่ายอดขายช่วง ‘Prime Day’ หรือวันแห่งการซื้อของครั้งใหญ่จะพุ่งกระฉูด เพราะเป็นแคมเปญการตลาดแบบสายฟ้าแลบที่เราเริ่มทำเมื่อเดือนก่อน”

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ Amazon ยังระบุด้วยว่า ธุรกิจคลาวด์เป็นกุญแจสำคัญของการสร้างรายได้ในช่วงที่ผ่านมา เพราะบริษัทต่าง ๆ เริ่มยอมรับการใช้งานคลาวด์มากขึ้น โดยรายได้ไตรมาส 2/2566 จากธุรกิจคลาวด์อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ แอนดี้ แจสซี (Andy Jassy) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amazon กล่าวด้วยว่า บริษัทลงทุนใน Amazon Web Services (AWS) ด้วยเงินมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโซลูชั่นที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของลูกค้ามากขึ้น

“ส่วนธุรกิจด้านค้าปลีกหรืออีคอมเมิร์ซ เราตั้งเป้าที่จะสร้างรายได้ในส่วนของ B2B เป็นปีละ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่แต่เดิมธุรกิจส่วนนี้สามารถสร้างรายได้ปีละประมาณ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแผนการพัฒนา AI ก็มีอยู่หลายโครงการเช่นกัน”

Netflix

แม้ว่าปี 2565 จะเป็นปีแห่งมรสุมสำหรับ Netflix ที่ต้องเผชิญปัญหาเกี่ยวกับการสร้างรายได้และการสูญเสียยอดสมาชิกกว่า 200,000 ราย เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี แต่หลังจากบริษัทแก้เกมด้านการสร้างรายได้และประกาศใช้ระบบจ่ายค่าสมาชิกเสริมเมื่อแชร์รหัสนอกบ้าน (paid sharing) ผลประกอบการก็เริ่มส่งสัญญาณในเชิงบวก

จากข้อมูลในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Netflix ระบุว่า รายได้ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 8.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นมูลค่าตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้ รวมถึงการเติบโตของรายได้มีแนวโน้มจะเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ด้วย

โดย Netflix ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีรายได้ตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ คือความสำเร็จในการเปิดตัวระบบ paid sharing ในกว่า 100 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ รายได้ในแต่ละภูมิภาคสูงกว่าช่วงก่อนเปิดตัวระบบ paid sharing และมีจำนวนผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนในระบบเกินจำนวนผู้ใช้งานที่ยกเลิกแพ็กเกจแล้ว รวมถึงจำนวนผู้ใช้งานรายใหม่ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 5.9 ล้านราย ในขณะที่จำนวนผู้ใช้งานรายใหม่ในไตรมาส 1/2566 มีเพียง 1.8 ล้านรายเท่านั้น

นอกจากนี้ Netflix ยังตั้งเป้าสร้างรายได้ในไตรมาส 3/2566 ที่ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างกำไรจากการดำเนินงานในปี 2566 ที่ 18-20% ด้วย โดยใช้ประโยชน์จากแพ็กเกจโฆษณาและการเก็บค่าบริการระบบ paid sharing ต่อไป

Google หรืออัลฟ่าเบท (Alphabet)

ด้าน Alphabet บริษัทแม่ของ Google มีผลประกอบการที่ดีเกินคาด โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจคลาวด์และโฆษณา ส่งผลให้ราคาหุ้นของ Alphabet เพิ่มขึ้นราว 7% ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐ)

รายงานจาก Alphabet ระบุว่า รายได้ไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 7.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คาดการณ์ไว้ที่ 7.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 7% โดยสัดส่วนรายได้ของแต่ละธุรกิจเป็นดังนี้

  • รายได้จากธุรกิจคลาวด์ของ Google รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน และแอปเกี่ยวกับการทำงานในออฟฟิศเพิ่มขึ้น 28% ทำกำไรจากการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 1/2566 รายงานรายได้จากการดำเนินงานล่าสุดอยู่ที่ 395 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากขาดทุน 590 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
  • รายได้จากโฆษณาของ Google เพิ่มขึ้น 3.3% เป็น 5.81 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า
  • รายได้จากโฆษณาบน YouTube ทำรายได้เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ที่ 7.67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 7.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนหน้า แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจาก TikTok
  • รายได้จาก “การค้นหาและอื่น ๆ” ของ Google เพิ่มขึ้นเป็น 4.26 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า

ที่ผ่านมา Alphabet รายงานผลการเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว (Single Digit) ติดกันสี่ไตรมาส เนื่องจากพิจารณาถึงการลดลงของเม็ดเงิน “โฆษณาออนไลน์” ที่ลดลง สะท้อนถึงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์คาดว่าการเติบโตจะไม่แตะเลขสองหลักอีกจนกว่าจะถึงไตรมาส 4/2566 แต่การประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดบ่งชี้ว่าโฆษณาออนไลน์จะพลิกกลับมาเติบโตได้