คอลัมน์ : SD Talk ผู้เขียน : ธำรงศักดิ์ คงคาสวัสดิ์ https://tamrongsakk.blogspot.com
วันนี้ผมมีนิทานมาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ
นิทานเรื่องนี้มีอยู่ว่า มีบริษัทแห่งหนึ่งรับพนักงานหญิงเข้ามาทำงาน แล้วยังทดลองงานอยู่ จู่ ๆ บริษัทก็เพิ่งทราบว่าพนักงานตั้งครรภ์ และต้องขอลาคลอดทำให้เกิดปัญหาขาดคนทำงาน จากเหตุนี้ผู้บริหารเลยถาม HR ว่า ถ้าบริษัทจะขอตรวจครรภ์ผู้สมัครงานก่อนรับเข้าทำงานจะผิดกฎหมายแรงงานหรือไม่
จากคำถามนี้ผมเลยมีคำถามกลับไปอย่างนี้ครับ
1.ตอนสัมภาษณ์ผู้สมัครงานทั้ง HR และ Line Manager ที่เป็นกรรมการสัมภาษณ์ไม่ได้สังเกตเลยหรือว่าผู้สมัครรายนี้ตั้งครรภ์อยู่ นับตั้งแต่ผู้สมัครเข้ามากรอกใบสมัคร, ทดสอบข้อเขียน, สัมภาษณ์ ฯลฯ ซึ่งน่าจะท้องแก่พอสมควรแล้วน่าจะสังเกตเห็น
2.จากข้อ 1 เมื่อคนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องไม่ได้สังเกต และผู้สมัครเองก็ผ่านกระบวนการต่าง ๆ มาจนถึงขั้นบริษัทรับเข้ามาทดลองงานแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็นความบกพร่องของทั้ง HR และ Line Manager ซึ่งก็ต้องให้พนักงานลาคลอดตามกฎหมายแรงงานครับ และถ้าบริษัทเลิกจ้างพนักงานเพราะเหตุนี้ ผิดกฎหมายแรงงานมาตรา 43 แน่นอนครับ
3.เคสแบบนี้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทจะนำเหตุนี้มาขอตรวจครรภ์ผู้สมัครหญิงทุกคนที่บริษัทจะรับเข้าทำงานนั้นเหมาะควรแล้วหรือ ลองคิดแบบใจเขา-ใจเราดูนะครับ ว่าถ้าเราเป็นผู้สมัครหญิงจะรู้สึกยังไง และอยากจะมาทำงานกับบริษัทของเราหรือไม่
4.บริษัทอาจขอตรวจการตั้งครรภ์ผู้สมัครหญิงได้ก็จริง แต่ผู้สมัครหญิงก็มีสิทธิปฏิเสธไม่ให้ตรวจครรภ์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้สมัครหญิงที่ปฏิเสธอาจจะไม่ได้ตั้งครรภ์ก็ได้ แต่อาจจะรู้สึกไม่โอเคที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจจะปฏิเสธการทำงาน ซึ่งบริษัทก็จะพลาดโอกาสได้คนดีมีฝีมือมาทำงานด้วยเพราะนโยบายนี้
5.มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่
ทั้งหมดที่เล่ามานี้ผมว่าสิ่งที่บริษัทควรทำเป็นอันดับแรกคือ การให้ความรู้ และทักษะในการสัมภาษณ์ และรู้จักการสังเกตภาษากายของผู้สมัคร เพื่อคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะตรงกับงาน และปฏิเสธผู้สมัครที่คุณสมบัติไม่ผ่าน ไม่เหมาะกับตำแหน่งงาน
เพราะจะเห็นได้บ่อยเลยว่า บางบริษัทยังใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบจิตสัมผัส (unstructured interview) ไม่เคยสังเกตภาษากาย สีหน้า แววตา ฯลฯ ของผู้สมัครในระหว่างการสัมภาษณ์ ใช้คำถามแบบเปะปะไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย แม้แต่จะอ่านใบสมัคร (หรือ resume ของผู้สมัคร) ก็ไม่เคย แล้วก็มัวแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านใบสมัครในระหว่างการสัมภาษณ์ ฯลฯ
อันนี้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของปัญหาที่เล่ามาให้ฟังข้างต้นนี้ด้วยครับ
เมื่อไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่กลับมาแก้กันตรงปลายเหตุ และไปเหมารวมเอาคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้พลอยโดนหางเลขแบบนี้ ในที่สุดจะกลับมากระทบภาพลักษณ์ชื่อเสียงของบริษัทในยุคที่กระแสโซเชียลเชี่ยวกรากแบบนี้หรือไม่ อันนี้ผู้บริหารต้องคิดให้ดี
หวังว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ และเป็นอุทาหรณ์สำหรับบริษัทของท่านในเรื่องทำนองเดียวกันนี้ด้วยนะครับ