คำตอบจากสถานทูตจีน “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
china-thai
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร
การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ครั้งล่าสุด ได้สะท้อนถึงความกังวลของผู้ประกอบการไทยที่มีต่อการ “ทะลัก” เข้ามาของสินค้าราคาถูกจากประเทศจีน โดย กกร.มีความเห็นว่า ปัจจุบันจีนส่งออกสินค้าเข้ามาแข่งขันในตลาดอาเซียน (รวมทั้งตลาดไทย) มากขึ้น ส่งผลให้การผลิตในภาคอุตสาหกรรมของไทย “หดตัว” ลงร้อยละ 1.8 ที่สำคัญยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากการรุกเข้ามาของตลาดอีคอมเมิร์ซจีน เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด โดยถือเป็นการค้ารูปแบบใหม่ของจีน ที่สามารถขายสินค้าในราคาถูกส่งตรงจากโรงงานถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ผ่านคนกลาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ไม่สามารถแข่งขันทั้งด้านราคาและต้นทุนการผลิตกับสินค้าจากโรงงานของจีนได้
การทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน ยังส่งผลให้ประเทศไทยเป็นฝ่ายขาดดุลทางการค้ากับจีน ล่าสุดช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 37,569 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.12% หรือประมาณ 1.33 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าจีนถึง 19,967 ล้านเหรียญ หรือกว่า 7.2 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 15.66% โดยสิ้นปี 2566 ปรากฏประเทศไทยขาดดุลการค้ากับจีนสูงสุดถึง 36,635 ล้านเหรียญ ส่วนในปี 2565 ขาดดุล 36,336 ล้านเหรียญ โดยสินค้านำเข้ารายการสำคัญที่ไทยขาดดุลการค้ากับจีน ได้แก่ เครื่องจักรกล, เหล็ก, ยานยนต์ ขณะที่สินค้าที่ไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้ากับจีนได้แก่ ผลไม้สด, ยางพารา และไม้
ล่าสุดได้มีความเคลื่อนไหวจากทางโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้รวบรวมประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าจีน-ไทย เพื่อตอบคำถามที่จัดเป็น “ประเด็นร้อน” อยู่ในขณะนี้ โดยหนึ่งในหลาย ๆ ประเด็นก็จะหนีไม่พ้นเรื่องของความกังวลเกี่ยวกับการทะลักทลายเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน แม้จะไม่ได้ตอบคำถามตรง ๆ แต่สถานทูตจีนก็ได้เปิดมุมมองของจีนที่มีต่อประเด็นนี้แยกออกเป็นคำตอบสำคัญได้ต่อไปนี้
1) ความเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย จีนได้เน้นย้ำว่า จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย ในหลายปีที่ผ่านมาจีน “นำเข้า” สินค้าเกษตรจากไทยมากกว่าร้อยละ 40 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเข้าทุเรียนรายการเดียวก็คิดเป็นมูลค่าถึง 4,566 ล้านเหรียญในปี 2566
2) การเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีบริษัทจีนเข้ามาลงทุนมากกว่า 1,000 แห่ง มีการยื่นโครงการลงทุนถึง 588 โครงการ คิดเป็นมูลค่าเกือบ 7,000 ล้านเหรียญ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV), ดิจิทัล, พลังงานใหม่, การผลิตที่ทันสมัย
3) นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยยังเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจีน มีการหยิบยกตัวเลขนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาไทยในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 สูงถึง 11 ล้านคน และในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาสูงถึง 8 ล้านคน แม้จะยังไม่ถึงตัวเลขนักท่องเที่ยวก่อนโควิด แต่สถานทูตจีนก็เชื่อว่า จะสร้าง “รายได้” ด้านการท่องเที่ยวได้มากกว่า 350,000 ล้านบาท และ
4) การเข้ามาลงทุนของวิสาหกิจจีนในไทยเพื่อผลิตและส่งออกสินค้าต่าง ๆ มีการใช้ปัจจัยการผลิตของไทยมากกว่าร้อยละ 40 การจ้างซัพพลายเออร์เป็นจำนวนมากในไทย การจ้างงานและอบรมบุคลากรไทยของบริษัทจีน เชื่อว่ามีการสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 300,000 ตำแหน่ง
ส่วนการนำเข้าสิ่งที่สถานทูตจีนเรียกว่า “สินค้าราคาถูกที่ดึงดูดความสนใจของประชาชน (คนไทย)” ซึ่งหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน-อาหาร-สินค้าเพื่อสุขภาพ-เสื้อผ้า/เครื่องประดับนั้น สถานทูตจีนให้ข้อมูลว่า มีสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 ของยอดมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากจีน และยังเน้นย้ำอีกด้วยว่า สินค้าราคาถูกเหล่านี้มีมูลค่าแค่ “ครึ่งเดียว” ของสินค้าทางการเกษตรที่ไทยส่งออกไปยังจีน แต่สินค้าจีนก็จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ ของประเทศไทย
ทั้งหมดนี้เป็น “คำตอบ” จากจีนที่มีต่อความกังวลของไทย พร้อมกับตบท้ายความสัมพันธ์จีน-ไทยที่ว่า “จีน-ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ทั้งนั้น