“ดร.เอกก์” ชี้ทางรอด SMEs เชียงใหม่ “เจาะลึก-แม่นยำ” ดึงไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้า
ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ปลุกพลังผู้ประกอบการเชียงใหม่ ในงาน FTI FORUM ครั้งที่ 1 แนะกลยุทธ์ “Survival” ในยุคเศรษฐกิจผันผวน ชี้กระสุนน้อยต้องยิงให้แม่น เลิกหว่านตลาดกว้างแล้วหันมาเจาะกลุ่มลูกค้าที่ลึกและชัดเจน พร้อมผสานพลังไปรษณีย์ไทย อัดส่วนลดโลจิสติกส์และเปิด 3 ช่องทางหลักช่วยขับเคลื่อนสินค้าชุมชนเชียงใหม่สู่ระดับประเทศ
วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดงานสัมมนา FTI FORUM 2026 เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “MARKETING SURVIVAL STRATEGY 2026” กลยุทธ์การตลาดเพื่อความอยู่รอด ท่ามกลางความสนใจของผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่มภาคบริการและ SMEs ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างคับคั่ง
ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของภาคธุรกิจในยุคปัจจุบัน รูปแบบของการเอาตัวรอด (Survival) ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจที่สูงและข้อจำกัดด้านเงินทุนของ SMEs สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความแม่นยำ”
โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนการอยู่ในสมรภูมิรบที่มีกระสุนจำกัด ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องยิงให้แม่นยำที่สุด การทำการตลาดเพื่อหว่านสินค้าและบริการไปยังกลุ่มเป้าหมายกว้างๆ (Mass Market) หรือการพยายามขายสินค้าให้ใครก็ได้ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะไม่สามารถแข่งขันเรื่องต้นทุนกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้
“เมื่อกระสุนเราน้อย เราต้องยิงให้แม่น SMEs ต้องจับกลุ่มเป้าหมายให้เฉพาะ เล็ก และชัดเจน อย่าไปกลัวว่าตลาดเล็กแล้วโอกาสจะน้อย เพราะตลาดเล็กมันมีความลึก และเมื่อเราลงลึกปั๊บ คู่แข่งจะลอกเลียนแบบได้ยาก และแบรนด์ใหญ่ๆ ก็ไม่อยากลงมาแข่งขันในน่านน้ำนี้” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว

ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า ตัวอย่างร้าน Organika ที่ขายอาหารออร์แกนิกเจาะจงกลุ่ม ‘แม่ที่ต้องการเร่งน้ำนม’ ซึ่งทำให้แม่ที่มีลูกอ่อนเจาะจงมาซื้อโดยไม่เกี่ยงเรื่องราคา รวมถึงบริษัท Nutty Adventure ที่ทำทัวร์จับกลุ่มเฉพาะ ‘คนเยอรมันที่พิการ’ ซึ่งรัฐบาลเยอรมันมีเงินสิทธิประโยชน์ให้ท่องเที่ยว มีไกด์พูดภาษาเยอรมัน ดูแลคนนั่งรถเข็น/คนตาบอด จนประสบความสำเร็จมากเพราะคู่แข่งรายใหญ่ไม่ลงมาแข่งในตลาดเล็กที่ลึกขนาดนี้
ชี้ตลาดเชียงใหม่ปราบเซียน ที่ทุนใหญ่เลียนแบบไม่ได้
ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวต่อไปว่า จังหวัดเชียงใหม่มักถูกมองว่าเป็นตลาดที่ปราบเซียน เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่กลุ่มนักท่องเที่ยวตามถนนสำคัญเพียงไม่กี่สาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจหลักขับเคลื่อนด้วย “ตลาดโลคอล” หรือคนในพื้นที่ ซึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้ SMEs ท้องถิ่นประสบความสำเร็จได้มีอยู่ 2 ปัจจัยหลัก คือ “ข้อมูล” และ “ความสัมพันธ์” (Relationship) ทั้งนี้ องค์กรหรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่มีเวลาและทรัพยากรลงมาสร้างความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับชุมชนได้เท่ากับคนในพื้นที่ ดังนั้น SMEs เชียงใหม่ต้องไม่ทิ้งจุดแข็งนี้ และผู้ประกอบการรุ่นเก่าควรส่งต่อเครือข่ายความสัมพันธ์เหล่านี้ไปสู่รุ่นใหม่ ไม่ใช่ส่งต่อเพียงแค่ตัวร้านหรือองค์ความรู้เท่านั้น
สำหรับแนวทางการรับมือและตั้งรับต่อการบุกตลาดของแพลตฟอร์มต่างชาติ (ทุนจีน) ผศ.ดร.เอกก์ ได้ให้มุมมองว่า ไม่ควรมองแพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นคู่แข่งเพียงด้านเดียว แต่ให้มองเป็น “คู่ค้า” จุดไหนที่สามารถเกาะกระแสหรือใช้ประโยชน์จาก e-Marketplace ของเขาเพื่อกระจายสินค้าได้ก็ต้องทำ ทว่า ต้องระวังไม่พึ่งพาช่องทางต่างชาติเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอัตราค่าบริการหรือค่า GP ที่จัดเก็บค่อนข้างสูงจนอาจกระทบต่อต้นทุนในระยะยาว ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาช่องทางและรักษาความสัมพันธ์ในฝั่งโลคอลควบคู่กันไปเป็นเกราะป้องกัน

หนุนลดต้นทุน-เปิด 3 ช่องทางขายทำเงิน
ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวถึงมาตรการเชิงรุกในการร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่และหอการค้า ว่า ทางไปรษณีย์ไทยพร้อมที่จะพิจารณาสิทธิประโยชน์และส่วนลดค่าขนส่งโลจิสติกส์ให้แก่สมาชิกของทั้งสององค์กรทันที เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนแฝงให้กับผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ SMEs เชียงใหม่เข้ามาใช้ประโยชน์จาก 3 ช่องทางหลักของไปรษณีย์ไทยในการกระจายและสร้างยอดขาย
ประกอบด้วย 1.ช่องทาง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ (Post Office) พื้นที่สาขากว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ที่เปิดให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถนำสินค้าไปวางจำหน่ายหน้าร้านได้ในราคาต้นทุนที่ต่ำ 2.ช่องทางออนไลน์ (Thailandpostmart.com): แพลตฟอร์ม e-Commerce ศูนย์รวมสินค้าชุมชนของไปรษณีย์ไทยที่มีฐานผู้เข้าชมและเลือกซื้อสินค้าหลายแสนคนต่อเดือน 3.ช่องทางเครือข่ายบุรุษไปรษณีย์ การขับเคลื่อนเครือข่ายบุรุษไปรษณีย์กว่า 20,000 คนทั่วประเทศ ให้ทำหน้าที่เป็นช่องทางแนะนำและกระจายสินค้าตรงสู่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีร้านสะดวกซื้อเข้าถึง
“การเริ่มต้นโมเดลความร่วมมือระหว่างไปรษณีย์ไทยและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการแสดงให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐและเอกชนสามารถผสานพลังกันเพื่อโอบอุ้ม SMEs ท้องถิ่นได้อย่างไร ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นต้นแบบความสำเร็จให้จังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศนำไปประยุกต์ใช้เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนต่อไป” ผศ.ดร.เอกก์ กล่าว