เศรษฐกิจจีน เครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตไว้ในท่วงทีที่แปลกใจเล็กน้อย นั่นคือสภาพของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ไม่น่าจะยืนหยัดแข็งแกร่งอยู่ได้ด้วยดีเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ท่ามกลางแรงกดดันสารพัด มีตั้งแต่สงคราม ปัญหาในระบบการค้า เรื่อยไปจนถึงลัทธิกีดกันทางการค้า
ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ นักวิชาการบางคนเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกยังคงทรงตัวและขยายตัวอยู่ต่อไปได้เช่นนี้ เกิดจากสาเหตุเพียงประการเดียว นั่นคือเศรษฐกิจของชาติยักษ์ใหญ่อย่างจีนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จนกลายเป็นเสาหลักให้กับเศรษฐกิจโลกไปแล้ว โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาขยายตัวคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงเกือบ 30% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก ถ้านับเฉพาะในไตรมาสที่ 1 ก็ทำให้เศรษฐกิจของทั้งโลกขยายตัวในอัตราสูงถึง 4.7% โดยเกือบ 80% ของอัตราการขยายตัวดังกล่าว เกิดขึ้นจากความต้องการสินค้าภายในประเทศจีน และเกือบครึ่งเกิดจากความต้องการบริโภคของผู้บริโภคภายในจีนเท่านั้น

ความเป็นไปดังกล่าวเกิดขึ้นได้เนื่องจากจีนมีข้อได้เปรียบอยู่หลายประการ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงบทบาทของห่วงโซ่ซัพพลายและพลังงาน การใช้พลังงานลมและแสงแดดของจีนช่วยทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงมาอยู่ในระดับไม่ถึง 60% และไม่ถึง 80% ต่อเนื่องกันในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ดัชนีชี้สภาวะนวัตกรรมในจีนพุ่งขึ้นสูงมาก จากระดับ 34 เมื่อปี 2012 มาสู่ระดับ 10 ในปี 2025 แถมยังเป็นผู้จัดการชุมนุมกลุ่มอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ระดับสูงสุด 3 ปีติดต่อกัน อาทิ การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมองค์กรความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ประจำปี 2026 นี้ ที่นครเซี่ยงไฮ้ เป็นต้น
ความเป็นไปดังกล่าวเกิดขึ้นและช่วยประทังสถานการณ์ด้านลบที่มีต่อเศรษฐกิจโลกทั้งระบบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน, ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลายเป็นอุปสรรคของการค้าและการลำเลียงสินค้าของโลก ช่วยต่อต้านแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ในขณะที่แนวความคิดกีดกันทางการค้าก็เพิ่มสูงขึ้น จนสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่แสนจะท้าทายขึ้นตามมา
เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงนัยสำคัญของเศรษฐกิจจีนที่มีต่อระบบเศรษฐกิจทั้งโลกมากยิ่งขึ้นตามลำดับ จนทำให้จีนอยู่ในสถานะสำคัญในการค้ำยันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั้งโลกให้ยังคงดำเนินต่อไป ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่มหึมาเพียงอย่างเดียว แต่เพราะศักยภาพทางอุตสาหกรรมของจีน, ศักยภาพทางเทคโนโลยี, ขนาดของตลาดภายในประเทศ และความสามารถในการบูรณาการห่วงโซ่ซัพพลายนานาชาติเข้าด้วยกัน
นั่นทำให้เศรษฐกิจจีนยังสามารถทรงตัวอยู่ได้ แถมยังพลิกโฉมหน้าจากเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาอาศัยการเติบโตเป็นหลัก มาเป็นการผลิตเพื่อสินค้าที่มีคุณภาพที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนโดยเร็วได้อีกด้วย โดยอาศัยแรงเหวี่ยงจากปัจจัยสำคัญสองสามประการ นั่นคือการบริโภคภายในประเทศ, การอัพเกรดด้านอุตสาหกรรม และการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเป็นแรงเหวี่ยงสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ความหมายสำคัญของเศรษฐกิจจีนที่มีต่อเศรษฐกิจโลกจึงยากที่ใคร ๆ จะมองข้าม เพราะต่อเนื่องกันมานานหลายปีแล้วที่จีนกลายเป็นเครื่องจักรสำคัญที่มีสัดส่วนราว 30% ในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจโลกขยายตัว
ในช่วงระยะหลังมานี้องค์ประกอบในการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนไป โดยกว่า 80% ของการขยายตัวในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นจากการบริโภคภายในประเทศ โดยที่การบริโภคของชาวจีนในประเทศเพียงอย่างเดียวก็ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว นัยของเรื่องนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะความต้องการสินค้าที่แข็งแกร่งของตลาดภายในประเทศจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจจีนมีเกราะป้องกันผลกระทบจากปัจจัยช็อกภายนอกประเทศได้เป็นอย่างดี
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ในขณะที่การค้าระหว่างประเทศกำลังมีปัญหาอย่างหนัก เศรษฐกิจจีนกลับมีเสถียรภาพอย่างน่าสนใจยิ่ง
นอกจากนั้นความสำคัญของเศรษฐกิจจีนที่มีต่อเศรษฐกิจโลก ยังเกิดขึ้นเนื่องจากจีนสามารถพัฒนาระบบนิเวศทางการผลิตที่มีขนาดใหญ่และหลอมรวมเอาแวดวงของวัตถุดิบ, สินค้าระดับกลาง, ชิ้นส่วนประกอบ และสินค้าสำเร็จรูปขั้นสุดท้ายเข้าไว้ด้วยกัน จนสามารถทนทานต่อแรงกระทบจากภายนอก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับเส้นทางเดินเรือสำคัญ ๆ ที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของทั้งน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นอื่น ๆ อย่างหนักได้ในที่สุด
นั่นหมายความว่าขีดความสามารถทางด้านพลังงาน, การเปลี่ยนรูปแบบการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนกลายเป็นที่มาของความสงบนิ่งในระบบเศรษฐกิจนานาชาติ ความแข็งแกร่งทางด้านอุตสาหกรรมของจีนที่มีหลักฐานแสดงให้เห็นได้ชัดเจนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อพลังงานทางเลือก ได้พัฒนาระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้นมาให้เห็นเป็นตัวอย่าง ตั้งแต่พลังงานแสงแดด, แบตเตอรี่, แหล่งเก็บกักพลังงาน, และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเหล่านี้สามารถขยายออกไปให้กลายเป็นการลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เป็นอย่างดี พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีของจีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาช่วยลดต้นทุนของกระแสไฟฟ้าที่สร้างขึ้นมาจากกังหันลมและแผงโซลาร์ลงได้กว่า 60% และ 80% ตามลำดับ
อุทาหรณ์จากจีนมีนัยสำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนามากเป็นพิเศษ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ทดแทนการขาดแคลนในทางด้านผลิตภาพ, สาธารณสุข, การศึกษา, การผลิต และการเชื่อมโยงทางด้านดิจิทัลในสังคมได้เป็นอย่างดี การที่จีนเน้นให้ความสำคัญในด้านการเป็นแหล่งเทคโนโลยี โอเพ่นซอร์ซเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจกำลังพัฒนาทั้งหลายสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงได้มากขึ้น แม้ว่าจะไม่มีแหล่งทรัพยากรของตนเองมากพอที่จะพัฒนาขึ้นโดยอิสระด้วยตัวเองก็ตาม
การจัดตั้งองค์กรความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลกขึ้นที่เซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นการก้าวไปอีกขั้น เพื่อสร้างความโปร่งใสทางด้านเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ ที่ไม่ได้มีข้อกังขาเพียงอย่างเดียวที่ว่าจีนจะเป็นผู้นำในด้านนี้หรือไม่ แต่เป็นเรื่องของคำถามที่ว่า ความรุดหน้านี้จะส่งผลให้เกิดการร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง เพื่อบรรลุพัฒนาการที่ดีร่วมกันได้หรือไม่ต่างหาก
แน่นอนพัฒนาการของจีนในหลาย ๆ ด้านอาจสร้างความกังวลให้กับบางประเทศ ที่เกรงว่าจะทำให้อุตสาหกรรมเดียวกันในประเทศล่มสลายไป ซึ่งนั่นทำให้จำเป็นต้องกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันซึ่งกันและกันที่เป็นธรรม และรักษามาตรฐานกับความร่วมมือด้านการค้าระหว่างประเทศเอาไว้อย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต
เพื่อผลประโยชน์ที่จะถูกยกให้อยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนประเทศในที่สุด