“ทัวร์แช่แข็ง” ของดีราคาถูก บทเรียนที่สังคม “ต้องคิด”
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ โดย ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า [email protected]
ในยุคที่เทคโนโลยีทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ได้หลากหลายช่องทาง โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว การสื่อสารผ่านช่องทาง Facebook, page, Instagram, Line Official รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ กลายเป็นช่องทางสื่อสารสำหรับโลกยุคนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนกลายเป็นสื่อ และผลิตคอนเทนต์เผยแพร่ได้ด้วยตัวเอง จะเห็นว่าเมสเสจที่หลาย ๆ สินค้า และหลาย ๆ บริการ ใช้สื่อสารในวันนี้จะมีความกลมกลืน แนบเนียน และล้วนออกมาในรูปแบบโฆษณาแฝง หรือโฆษณาชวนเชื่อในแบบที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัวว่า นี่คือ “โฆษณา” เพื่อขายสินค้าและบริการ
“ผู้บริโภค” ในยุคนี้จึงถูกหลอกและหลงเชื่อได้อย่างง่ายดายสินค้าที่อ้างสรรพคุณว่า “คุณภาพดี” แต่ขายใน “ราคาถูก” จึงขายดิบขายดี
เว็บขายสินค้าออนไลน์เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ส่งผลให้ธุรกิจขนส่งสินค้าเกิดขึ้นทุกมุมถนน
กล่าวสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวนั้น ล่าสุดผู้เขียนได้นำเสนอข่าวเรื่อง “ทัวร์แช่แข็ง” ของ “อีแอลซี กรุ๊ป” ที่ใช้กลยุทธ์จัดทัวร์แบบหรูหรา กินดี พักดี แต่ขาย “ราคาถูก”
กล่าวให้เห็นภาพชัดเจนคือ ขายแพ็กเกจทัวร์ไปเที่ยวยุโรปได้ในราคาเพียงแค่ 3.5-5 หมื่นบาทเท่านั้น ขณะที่ในท้องตลาดทั่วไปขายกันอยู่ที่ราว 7-8 หมื่นบาท หรือบางประเทศอาจถึงหลักแสน
เมื่อมาตรฐานทัวร์ดีทุกอย่าง แต่ราคาถูกสุด ๆ คนที่ได้ไปสัมผัสครั้งแรกล้วนติดใจ เมื่อกลับมาก็จะมาบรรยายสรรพคุณและชักชวนคนรอบตัว ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง คนรัก คนรู้จักกลับไปเที่ยวซ้ำอีก
สุดท้ายเกิดกระแส “ปากต่อปาก” โดยไม่ต้องใช้งบการตลาด แถมคนถูกชักชวนให้ไปซื้อแพ็กเกจเที่ยวยังเชื่อสนิทใจว่าซื้อทัวร์ได้ไปเที่ยวแน่ ๆ เพราะเพื่อนและคนรู้จักการันตีไปกันมาแล้ว เมื่อมีคนชักชวนจึงยอมโอนเงินจองทัวร์อย่างเต็มใจ
แถมยังเป็นปลื้มว่า ตัวเองซื้อทัวร์ไปเที่ยวยุโรปได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาดแบบเท่าตัว
นับเป็นรูปแบบการขายที่ใช้หลักจิตวิทยาได้เกินร้อย และถูกจริตคนไทยอย่างมากเสียด้วย
เห็นได้จากที่เขาสามารถขายแพ็กเกจทัวร์ล่วงหน้าได้แน่นเอี้ยดไปจนถึงสิ้นปี 2563 แล้ว ขณะที่ทริปที่ออกเดินทางได้จริงในขณะนี้เป็นกลุ่มที่จองและจ่ายเงินกันมาตั้งแต่ปี 2561 และต้นปี 2562 บ้างบางส่วนเท่านั้น
เรื่องมาถึงจุดโป๊ะแตกเมื่อลูกทัวร์ถูกเท เพราะ “อีแอลซี” ขาดสภาพคล่อง หมุนเงินไม่ทัน ไม่สามารถออกทริปได้ตามวัน เวลา ที่กำหนด สุดท้ายอ้างว่าราคาที่ลูกค้าซื้อไว้นั้นไม่สามารถออกทริปได้แล้ว
แต่แทนที่ลูกทัวร์จะยกเลิกและขอ “เงินคืน” ตามกฎหมาย บางส่วนกลับยอม “ใส่เงิน” เพิ่มเข้าไปอีกเพื่อให้ตัวเองสามารถออกทริปได้ พร้อมยังประกาศตัวชัดว่า “ฉันยังอยากไปเที่ยว” หรือ “ฉันเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพิ่มเอง” และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายนี้ยังทำธุรกิจต่อไปได้
ว่ากันว่า มีผู้ตกเป็นเหยื่อ “ทัวร์แช่แข็ง” ครั้งนี้มีจำนวนมากกว่า 5 พันคน หลายคนซื้อถึง 4-5 ทริป หลายคน
จ่ายเงินไปแล้วหลัก 1-2 ล้านบาท ลองคำนวณกันเอาเองว่า มูลค่าหรือ “เงิน” ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบนี้ “มหาศาล” แค่ไหน
ที่สำคัญ เท่าที่ผู้เขียนได้รับรู้ข้อมูลมานั้น ลูกค้าที่เข้าสู่วงจรทัวร์แช่แข็งของ “อีแอลซี” หลายคนเป็นคนมีชื่อเสียง หลายคนร่ำรวยมีเงินมหาศาล สามารถซื้อแพ็กเกจทัวร์ยุโรปหลักแสนได้สบาย ๆ หลายคนมีความรู้ หลายคนมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โต ฯลฯ
แน่นอนว่า เมื่อเกิดปัญหาบุคคลเหล่านี้ไม่กล้าออกมาแสดงตัว (ในเชิงจิตวิทยาคาดเดาไม่ยาก)
ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลจะยืนยันว่าได้ดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน แต่ในความเห็นของสังคมภายนอกกลับมองว่า หน่วยงานรัฐปฏิบัติการ “เพิกถอน” ใบอนุญาตและยุติบทบาท “อีแอลซี” ช้าเกินไป
ผู้คร่ำหวอดในวงการท่องเที่ยวรายหนึ่งบอกกับผู้เขียนว่า ประเด็นการขายทัวร์แช่แข็งของ “อีแอลซี” เป็นที่จับตามองของวงการขายทัวร์มานานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีแล้ว แต่หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มี “ผู้เสียหาย” เข้ามาร้องเรียน
และแม้ว่าจะมีผู้เสียหายมาร้องเรียนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ในทางกฎหมายแล้วก็ยังไม่สามารถ “เพิกถอน” ใบอนุญาตได้ทันที เพราะมีกระบวนการของการตรวจสอบ ตักเตือน ฯลฯ
หลายคนจึงมองว่าทำไมหน่วยงานรัฐไม่รีบหยุด “อีแอลซี” โดยด่วน ทำไมถึงเปิดโอกาสให้ “คนโกง” ทำมาหากินต่อได้นานขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้เขียนเองมองว่า ทุกคนที่ประสบปัญหารอบนี้จะโทษหน่วยงานภาครัฐว่าไม่ดูแล เยียวยา ก็คงไม่ถูกนัก แต่ควรโทษตัวเองและเยียวยาตัวเองด้วย ขณะที่หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลก็ควรนำข้อติติงจากสังคมในรอบนี้ไปพัฒนามาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายต่อไปด้วย
ที่สำคัญ หวังว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะเป็น “บทเรียน” ให้สังคมไทยได้คิด และทำอะไรอย่างมีสติขึ้น…