เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
Politics มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
Tech รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
Business CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
“คุยกับ ครม.อนุทิน” เทปแรก ‘ปกรณ์’ ลุยรีแบรนด์ระบบ ขรก. ดันบริการ ปชช.เร็วขึ้น 20-30%
Politics “คุยกับ ครม.อนุทิน” เทปแรก ‘ปกรณ์’ ลุยรีแบรนด์ระบบ ขรก. ดันบริการ ปชช.เร็วขึ้น 20-30%
ถอดรหัสมติ 5  ต่อ 2 อนุฯ ชุดที่ 36 ยกคดีฮั้ว สว.
Politics ถอดรหัสมติ 5 ต่อ 2 อนุฯ ชุดที่ 36 ยกคดีฮั้ว สว.
พรีเมียร์ลีกจับมือ JAS เปิดเกมปราบเว็บเถื่อน ชี้ผู้ใช้เสี่ยงภัยไซเบอร์ 6 เท่า
Biz Movement พรีเมียร์ลีกจับมือ JAS เปิดเกมปราบเว็บเถื่อน ชี้ผู้ใช้เสี่ยงภัยไซเบอร์ 6 เท่า
สันติธาร มอง ‘Data Center’  ผ่าน 3 เลนส์ แนะ ‘ไทย’ รับอย่างไรให้คุ้ม
Tech สันติธาร มอง ‘Data Center’ ผ่าน 3 เลนส์ แนะ ‘ไทย’ รับอย่างไรให้คุ้ม
3 เดือน “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดรวมทะลุ 1.38 แสนล้าน รบ.ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย
Politics 3 เดือน “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดรวมทะลุ 1.38 แสนล้าน รบ.ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย
เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
HR เปิดผลสำรวจ “พนักงานไทย” ใช้ AI แค่ไหน และกังวลอะไร?
ดูทั้งหมด

คุมยา…อย่าให้ดาบขึ้นสนิม

27 ก.ย. 2562 | 16:21น.

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

โดย กษมา ประชาชาติ

สร้างความฮือฮาไม่น้อย หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้เพิ่ม “ยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์” เป็นสินค้าและบริการควบคุมใหม่ ประจำปี 2562 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ถือเป็นความสำเร็จขั้นแรกของการใช้มาตรการทางกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้กรมการค้าภายใน ใช้กำกับดูแลการจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งไม่ใช่ “แทรกแซงกลไกตลาด” แต่หลักใหญ่ใจความเพื่อให้การกำหนดราคาโปร่งใส-เป็นธรรม (fair price) ผู้บริโภคมีทางเลือก (consumers’ choices) และการรักษาที่สมเหตุสมผล (reasonable treatment)

เพราะที่ผ่านมามีการร้องเรียนปัญหาค่ายาแพงเว่อร์มานาน แต่ก็ไม่เคยมีใครใช้มาตรการทางกฎหมายอะไรเข้ามาดูแล นอกจากบังคับให้ติดป้ายแสดงราคา และเมื่อมีการร้องเรียนก็เชิญโรงพยาบาลมาชี้แจง ซึ่งก็มักจะได้ข้อมูลว่าต้นทุนดำเนินการสูงอย่างนั้นอย่างนี้

จนเป็นเหตุให้บางแห่งเรียกเก็บค่ายาสูงกว่าปกติ หลัก 100-1,000% กำไรในธุรกิจโรงพยาบาลในตลาดหุ้นแซงธุรกิจอื่น ๆ ส่วนผู้ป่วยที่สิ้นเนื้อประดาตัวไปกับการจ่ายค่ารักษาก็มีให้เห็นหลายราย

ประเด็นนี้ต้องชื่นชมกรมการค้าภายในที่เอาจริง ดำเนินการต่อเนื่องทั้งกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนส่งบัญชีรายชื่อและราคายา และจัดทำฐานข้อมูลออนไลน์เปรียบเทียบราคายาชนิดต่าง ๆ ในแต่ละโรงพยาบาล

เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ยากและเยอะพอ ๆ กับการทำฐานข้อมูลพิกัดฮาร์โมไนซ์สินค้านำเข้า-ส่งออกของกรมศุลกากร แต่กรมการค้าภายในทำสำเร็จในเวลาไม่ถึงปี ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่การทำงานของรัฐ

เท่านั้นยังไม่พอ กรมเตรียมขยายไปสู่การจัดเกรดโรงพยาบาล เพื่อให้เห็นชัดไปเลยว่าแต่ละโรงพยาบาลที่ละแวกเดียวกัน ต้นทุนที่ว่าแพงเทียบกันแล้ว ราคาเป็นอย่างไร หากโรงพยาบาลสามารถอธิบายถึงที่มาที่ไปของราคานั้นได้ ก็ไม่ต้องกลัว ถือเป็นตัวอย่างการใช้ “มาตรการทางสังคม” ควบคู่กับกฎหมาย เข้าไปดูแลอีกทางหนึ่ง

ต่อไปไม่ต้องไล่บี้ตามจับ แค่เห็นท็อปลิสต์ราคายาชนิดเดียวกัน เช่น พาราเซตามอล ที่ รพ.แห่งหนึ่งขายราคาเม็ดละ 4 บาท อีกแห่งเม็ดละ 22 บาท อย่างนี้แล้ว “ผู้ป่วย” ก็ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าควรเลือกเข้าไปรับการรักษาโรงพยาบาลไหน ตามความเหมาะสม

ทั้งนี้กรมการค้าภายในยังกำหนดหน้าที่โรงพยาบาลว่าต้องดำเนินการ 3 ส่วน คือ 1) แสดง QR code ให้ผู้ป่วยเข้าถึงข้อมูลเปรียบเทียบราคาจำหน่ายยาตามฐานข้อมูลออนไลน์ของกรมการค้าภายใน 2) โรงพยาบาลเอกชนต้องประเมินค่ารักษาเบื้องต้น ต้องแจ้งราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ให้ผู้ป่วยทราบ ก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ เมื่อผู้ป่วยร้องขอ และ 3) การจำหน่ายยาสำหรับผู้ป่วยนอก ให้โรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และใบแจ้งราคายาให้ผู้ป่วยทราบล่วงหน้า โดยในใบสั่งยาต้องประกอบด้วย ชื่อสามัญทางยา ชื่อทางการค้า รูปแบบยา ขนาด หรือปริมาณ จำนวน วิธีใช้ ระยะเวลาในการใช้ ส่วนใบแจ้งราคายาต้องประกอบด้วยชื่อยาตามใบสั่งยา และราคาต่อหน่วย

หากรายใดไม่ปฏิบัติตามกรอบกติกา มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้เขียนต้องขอบคุณโรคหวัดที่มาเยือนโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้มีโอกาสได้ลองทดสอบการให้บริการโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ตามสเต็ปโรงพยาบาลมีจุดป้ายคิวอาร์ให้ตรวจสอบข้อมูลยาผ่านฐานข้อมูลออนไลน์สแกนคิวอาร์โค้ด แล้วก็ต้องพิมพ์ชื่อยา “ภาษาอังกฤษ” และสามารถเลือกเปรียบเทียบราคายาโรงพยาบาลอื่น ในรัศมี 10 กม. ได้ถือว่าอำนวยความสะดวกระดับหนึ่ง หากเรามีสมาร์ทโฟน และพอใช้ภาษาอังกฤษได้บ้าง

แต่จุดนี้ยังไม่ใช่จุดที่ผู้ป่วยจะใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจในการเลือกใช้บริการ เพราะมันข้ามขั้น คือ ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ก่อน จึงจะรู้ว่าอาการป่วยเป็นอะไร และจะได้รับยาชนิดใด มีราคาเป็นอย่างไร ซึ่งหมอผู้ตรวจสอบอาการจะเป็นคนแจ้งในห้องตรวจ

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่คุณหมอในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนั้นให้ข้อมูลครบถ้วนว่า อาการที่เป็นอยู่ต้องใช้ยาชนิดใด เพื่อรักษาอาการอะไรบ้าง และยาชนิดใดราคาสูง หรือมียาที่ใช้ทดแทนกันได้ และเปิดโอกาสว่าจะเลือกรับยา หรือสามารถขอใบสั่งยาเพื่อนำไปซื้อที่ร้านนอกโรงพยาบาล

หลังจากเราไปติดต่อรับยาและชำระเงิน ดันมาตกม้าตายตอนจบเมื่อตรวจสอบ “บิลค่ายา” ปรากฏว่า แจ้งราคายารวม ไม่ได้ระบุ “ชื่อยา-ราคาต่อหน่วย” ประเด็นนี้ทำให้ไม่ทราบว่า ราคายาที่ได้รับมา 3 ชนิดราคาเท่าไร และเป็นไปตามที่แจ้งในฐานข้อมูลหรือไม่

หลังจากนี้ ต้องฝาก “กรมการค้าภายใน” เพิ่มมาตรการสเต็ปต่อไปอีกนิด ในกรณีนี้หากไม่ทราบราคาในบิลค่ารักษาก็ไม่มีหลักฐานที่จะนำไปตรวจสอบ “มีความแฟร์-สมเหตุสมผล”ตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการของกรมหรือไม่ และไม่มีหลักฐานเอาผิดกับโรงพยาบาลที่จำหน่ายยาในราคาสูงผิดปกติได้ ทั้งที่ตามกฎหมายให้ดาบกรมการค้าภายใน ให้สามารถดำเนินการกับโรงพยาบาลที่คิดค่าบริการรักษาพยาบาลสูงเกินสมควร

ทั้งกำหนดบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ฉะนั้น ก็อย่าให้ดาบที่ได้มาขึ้นสนิม