คลัสเตอร์คลองเตย “หมอมิ้ง” แนะ 5 วิธีคุมโควิด บททดสอบ “อัศวิน”
หมอมิ้งแนะะวิธีคุมคลัสเตอร์คลองเตย
“หมอมิ้ง” แนะ 5 วิธีควบคุมการระบาดของเชื้อโควิด-19 กับคลัสเตอร์คลองเตย ชี้ ศบค.ต้องทำงานร่วมกับ ผู้ว่าฯกทม. “พล.ต.อ.อัศวิน” เชื่อ! การจัดการที่ดี-ความเป็นผู้นำ จะทำให้ฝ่าวิกฤตนี้ไปได้
วันที่ 3 พฤษภาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี พญ. อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงสถานการณ์การติดเชื้อประจำวัน ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ในชุมชนคลองเตย โดยสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง รายงานถึงสถานการณ์การติดเชื้อและการค้นหาเชิงรุกในชุมชนคลองเตย ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ 39 ชุมชน
โดยในการระบาด ระลอกเมษายน 2564 พบว่ามีผู้ติดเชื้อรวม 304 ราย แบ่งเป็นกลุ่มอาศัยในชุมชนแออัด 193 ราย และกลุ่มอาศัยตามแหล่งอื่น ๆ เช่น คอนโด หอพัก อีกจำนวน 111 ราย
โดยผู้ติดเชื้อรายแรกที่พบในแหล่งชุมชนแออัดใน “เขตคลองเตย” เป็นพนักงานสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และที่น่ากังวลสำหรับชุมชุนคลองเตย เนื่องจากมามีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น ที่พักอาศัยมีทั้งที่พักเป็นอาคารที่พักหลายชั้น และเป็นบ้านที่ติด ๆ กัน และมีการใช้พื้นที่ร่วมกัน การระบายอากาศไม่ดีนัก โดยพื้นที่ที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นประกอบด้วย ชุมชน 70 ไร่ ชุมชนล็อค 4,5 และ 6 และชุมชนล็อคที่ 1,2,3/ชุมชนร่มใจไพรินแดง
- ประยุทธ์ เรียกประชุม ศบค. นัดพิเศษ ถกด่วนคลัสเตอร์คลองเตย
- เปิดแผนคุมโควิด “คลองเตย” กทม. ขอวัคซีนเพิ่มเติม
ต่อมา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง เร่งผนึกกำลังจัดการคลัสเตอร์คลองเตย เนื้อหาระบุว่า ข่าวการลุกลามขยายตัวผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชนคลองเตย ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว เป็นสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วงยิ่ง เพราะชุมชนคลองเตยมีประชาชนอยู่อย่างหนาแน่น และผู้อยู่อาศัยหาเลี้ยงชีพด้านบริการที่ต้องออกมาพบปะผู้คน และ Work from Home ไม่ได้
ส่วนใหญ่มีโอกาสทำงานที่ต้องเคลื่อนย้ายตัวเอง เช่น บริการ delivery ไม่น้อย และมีข่าวว่าเริ่มมีผู้ติดเชื้อไปรับบริการฉุกเฉินที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มากผิดปกติ การจัดการควบคุมโรคต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นเป็นฝ่ายรุก
ศบค. ต้องร่วมกับ ผู้ว่าฯกทม. (พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง) ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ ต้องมาบัญชาการอย่างใกล้ชิด ระดมความร่วมมือระหว่าง กทม. กับกระทรวงสาธารณสุข, โรงพยาบาลของ กทม., เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และสาธารณสุขของกทม. และโรงพยาบาลของรัฐอื่น ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาลโรงงานยาสูบของกระทรวงการคลัง ตลอดจนกำลังอาสาสมัครของมูลนิธิ หรือ NGO ที่ทำงานอยู่ในชุมชนคลองเตยอยู่แล้วนับสิบองค์กร และภาคเอกชนที่พร้อมจะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เป็นต้น
ภารกิจสำคัญ ได้แก่
- เร่งตรวจคัดกรองและรายงานผลให้เร็วที่สุด ให้ครอบคลุมประชากรนับแสนคน ด้วยอุปกรณ์ที่เหมาะสม คือ ใช้ทั้ง PCR test ร่วมกับ self rapid antigen test ที่อ่านผลเร็ว ทำได้ด้วยตัวเอง และราคาถูก เป็นการคัดกรองรอบแรก
- แยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน ในกรณีนี้ถ้าหากการกักตัวในที่อยู่อาศัยทำไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องอาศัยอยู่รวมกันหลายคนในที่จำกัด ต้องแยกผู้ป่วยออกมา ประสานแยกแยะผู้ป่วยตามความรุนแรงของอาการกับบริการทางการแพทย์ที่เหมาะสม แทนทีบังคับว่าตรวจพบที่ไหนต้องรับผู้ป่วยที่นั่น
- ในกรณีนี้ การเยียวยาชดเชยรายได้เป็นรายบุคคล ที่ถูกแยกมากักโรคย่อมกระทำได้แม่นยำ จึงควรทำควบคู่กันด้วย
- เตรียมที่พักชั่วคราวเพื่อกักกันโรคให้เพียงพอเป็นเรื่องเร่งด่วน ควบคู่กับการบริหารเรื่องสถานบริการ บุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงเวชภัณฑ์ที่เพียงพอ เหมาะสมกับสถานการณ์
- ข้อมูลเป็นจริง ข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับประชากร ที่อยู่อาศัย ผู้ติดเชื้อ สถานะที่ได้รับการดูแล การตรวจคัดกรอง การรักษา เป็นเรื่องจำเป็นในการทำงานของแต่ละภาคส่วน เพื่อความร่วมมือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ซ้ำซ้อน ซึ่งเท่าที่ทราบอาสาสมัครเอกชนในชุมชนได้มีการรวมตัวกันเริ่มดำเนินการมาขั้นหนึ่งแล้ว หากหน่วยงานของ กทม.และรัฐเรียกระดมเข้ามาย่อมเป็นผลดี อีกทั้งสามารถใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสาร (digital technology) อื่น ๆ มาปรับปรุง ย่อมเกิดผลดี
จะเห็นว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ศักยภาพเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่เพียงแต่เป็นศักยภาพ และทรัพยากรที่มีอยู่แล้ว เพียงต้องการการบริหารจัดการที่ดี ประกอบกับการนำที่ดี เราก็จะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้
ขอให้ใช้การบริหารการควบคุมการระบาดโควิดในชุมชนคลองเตยให้สำเร็จ เป็นก้าวสำคัญของการประสาน ระดมสรรพกำลังในสังคมไทยฟันฝ่าวิกฤตโควิดไปด้วยกัน
เร่งผนึกกำลังจัดการคลัสเตอร์คลองเตย
ข่าวการลุกลามขยายตัวผู้ติดเชื้อโควิดในชุมชนคลองเตยตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว…
โพสต์โดย Prommin Lertsuridej เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม 2021