สึนามิ ของแพง
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
มาเป็นระลอกไม่ต่างจากคลื่น “สึนามิ” กับราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ทั้งนี้ไม่นับรวมสินค้าที่แพงตามฤดูกาล ซึ่งที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องไม่ได้มีแผนรับมือที่ชัดเจนอะไร นอกจากใช้กลไก “ธงฟ้า” ของกระทรวงพาณิชย์ บรรเทาไปบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ รวมถึงมาตรการ “แจกเงิน”
กระทั่งมาในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญ ขยับปรับขึ้นตามสถานการณ์โลกที่ร้อนระอุ ทั้งกรณี “ยูเครน-รัสเซีย” หรือกลุ่มกบฏกับประเทศยูเออี บวกกับกลุ่ม “โอเปกพลัส” ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอันดับต้น ๆ ของโลก คงกำลังการผลิตหรือปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย ยิ่งกดดันราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับสูง
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องคาดไม่ถึง เพราะโดยปกติราคาน้ำมันช่วงต้นปี จะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงตามสภาพภูมิอากาศในแถบยุโรปที่อุ่นขึ้น ทำให้การใช้พลังงานทั่วโลกน้อยลง แต่ด้วยเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันไม่ลดลงอย่างที่ควรเป็น
การคาดหวังให้ “โอเปกพลัส” เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อดึงราคาน้ำมันลงมาเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายาก เพราะโลกกำลังอยู่ในเทรนด์พลังงานสะอาด เช่นรถยนต์เริ่มเข้าสู่โหมดเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า หรืออีวี การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม มากขึ้น คาดได้ว่าภายใน 10-15 ปีข้างหน้า สัดส่วนการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลงไปเรื่อย ๆ ช่วงนี้จึงเป็นนาทีทองของประเทศผู้ผลิตน้ำมัน
นอกจากปัจจัยราคาน้ำมันทำให้สินค้าแพงขึ้นแล้ว ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยต้องรอรับมือกับ “สึนามิ” ของแพงลูกใหม่ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาล้อไปกับการขึ้น “ค่าแรงขั้นต่ำ” ที่ตอนนี้ทั้งฝ่ายลูกจ้าง-นายจ้าง และภาครัฐกำลังหารือกันอยู่ว่าควรจะสรุปจบที่เท่าไหร่ แต่จำนวน “492 บาท” ที่ฝ่ายลูกจ้างขอมานั้นไม่น่าเป็นไปได้ เป็นการ “บอกผ่าน” เพื่อให้ต่อรองมากกว่า ทุกครั้งที่มีข่าวไฟเขียวปรับค่าแรงขั้นต่ำ ราคาสินค้ามักจะขึ้นราคาไปรอล่วงหน้า ครั้งนี้ยังมองไม่เห็นว่าจะยกเว้นได้อย่างไร
แต่ค่าแรงไม่ใช่สึนามิลูกสุดท้าย เพราะไทยต้องเตรียมรับมือกับ “ดอกเบี้ย” ขาขึ้น จากที่ประเมินว่าสหรัฐน่าจะปรับขึ้น 4 ครั้งในปีนี้ เพื่อสกัดเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับธนาคารกลางของอังกฤษก็ยันไม่ไหวปรับดอกเบี้ยขึ้นหน้าไปก่อนแล้ว
แม้ไทยยังไม่มีนโยบายปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย แต่หากสหรัฐและธนาคารกลางยุโรปประเทศอื่น ๆ ปรับดอกเบี้ยขึ้น ประเทศไทยย่อมยากจะต้านกระแส อาจจำเป็นต้องกัดฟันปรับขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้
นั่นหมายถึงต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องบวกเข้าไปกับราคาสินค้าอีกระลอก ผู้บริโภคชาวไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรอรับ “สึนามิ” ของแพง ลูกแล้วลูกเล่าที่กำลังถาโถมเข้ามา