พึ่งพาตัวเอง
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ชัดยิ่งกว่าชัดว่าปีนี้ประเทศไทยยังตกอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจทรง ๆ ทรุด ๆ ทั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด รวมถึงสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ดันราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงอย่างมาก ทำให้ราคาสินค้าและบริการแพงขึ้น ส่งผลถึงปัญหาเงินเฟ้อที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนทั้งภาครัฐและเอกชนพากันปรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทยลดลงกว่าเมื่อต้นปี รวมถึงแสดงความกังวลเรื่องดอกเบี้ยที่เป็นกลไกสำคัญรับมือเงินเฟ้อ จนสร้างความไม่มั่นใจให้กับผู้ประกอบการและประชาชน
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้องปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ทำให้ราคาค่าไฟต่อหน่วยเพิ่มเป็น 4 บาท ในเดือน พ.ค.-ส.ค.นี้เป็นต้นไป จากข้อมูลพบว่าค่าไฟที่สูงถึงหน่วยละ 4 บาท ถือว่าสูงสุดในอาเซียน ที่โดยเฉลี่ยตกอยู่ราว ๆ 2 บาทเศษต่อหน่วย
ส่วนหนึ่งนอกจากราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนผลิตไฟเพิ่มขึ้นแล้ว การประมาณการใช้ไฟฟ้าของไทยที่มากเกินไป ทำให้โรงไฟฟ้าเอกชนหลายแห่งต้องปิดทำการ แต่ภาครัฐยังต้องจ่ายเงินชดเชยเหมือนเดิม เป็นต้นทุนที่บวกเข้าไปกับค่าเอฟที
ผลจากการจ่อปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ทำให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่สำรวจความคิดเห็นของสมาชิกรวม 460 บริษัท พบว่ามีมากถึง 68.30% ที่ต้องการให้ชะลอการปรับขึ้นค่าเอฟทีไปก่อน รองลงมา 57.60% อยากให้รัฐออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เช่น ส่วนลดค่าไฟฟ้า เพราะภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้นเต็มที่จากปัญหาโควิดที่ยืดเยื้อมาตลอด 3 ปี ทั้งยังโดนซ้ำเติมจากสงคราม
ส่วนภาคประชาชนโดยเฉพาะคนรากหญ้า ใช้ชีวิตลำบากมากขึ้นจากภาวะของแพงทั้งแผ่นดิน ไม่นับหนี้สินที่พอกพูนขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด ตัวเลขที่น่าตกใจ คือ พิโกไฟแนนซ์ที่ปล่อยกู้ให้รายย่อยและน็อนแบงก์อื่น ๆ พบปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้หลายสถาบันเริ่มเข้มงวดการปล่อยกู้แม้จะได้ดอกเบี้ยแพงสูงสุดถึง 36% ต่อปี ส่งผลให้คนที่ไร้หลักประกันต้องกลับไปหา “หนี้นอกระบบ” ที่รัฐพยายามแก้ไขแต่ยังทำไม่ได้เสียที
ด้านรัฐบาลเองน่าจะทำอะไรได้ไม่มากนัก เพราะมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาก่อนหน้านี้สูบเงินไปจนเกือบหมด ครั้นจะกู้เพิ่มกระทรวงการคลังยังกังวลถึงหนี้ที่สูงเกินไปจนอาจกระทบเครดิตของประเทศ เพราะหากไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือจากปัญหาหนี้ท่วมหัว จะส่งผลกระทบหนักขึ้นไปอีก เพราะต้นทุนการกู้เงินของทั้งรัฐบาลและเอกชนจะแพงขึ้น ตามเครดิตของประเทศที่ลดลง
ถึงตอนนี้ผู้ประกอบการและคนไทยคงต้องพึ่งพาตัวเองเป็นหลักเท่านั้น ลำพังรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลคงยาก เพราะแทบจะหมดกระสุนและหมดปัญญากระตุ้นเศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตต่าง ๆ ที่รุมเร้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง