“พิมาลัย” หวนฟื้นตลาด ตปท. ดัน “เกาะลันตา” ขึ้นเดสติเนชั่นใหม่
สัมภาษณ์
จากข้อมูลของสมาคมท่องเที่ยวเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ระบุว่า ในปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด-19 “เกาะลันตา” มีนักท่องเที่ยวกว่า 5 แสนคนต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 60-70% เป็นกลุ่มยุโรปและสแกนดิเนเวีย ที่เหลือจะเป็นจีน มาเลเซีย ขณะที่กลุ่มคนไทยมีสัดส่วนอยู่เพียงแค่ประมาณสัก 5-10% เท่านั้น
ปี 2563-2564 พบว่านักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 90% เรียกว่ากลุ่มเป้าหมายที่เดิมเคยเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นหายไปทั้งหมด จะเหลือบ้างก็เป็นกลุ่มคนต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย (expat) และมีกลุ่มคนไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ของรัฐบาล
ประคองธุรกิจฝ่าวิกฤต 2 ปี
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “คุณเกด-ชรินทิพย์ ตียาภรณ์” ผู้จัดการฝ่ายการขายและฝ่ายการตลาด และทายาทรุ่น 2 ของโรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา (Pimalai Resort & Spa) รีสอร์ตแบรนด์ไทย ระดับ 5 ดาวรายแรก ๆ บนเกาะลันตา จ.กระบี่ ถึงแนวทางการปรับตัวรับมือช่วงวิกฤตโควิด และแผนการกลับมาพลิกฟื้นตลาดอีกครั้งในปีนี้ ไว้ดังนี้
“ชรินทิพย์” บอกว่า ในช่วงก่อนปี 2562 ก่อนวิกฤตโรคระบาด โรงแรม “พิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา” มีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มยุโรปในสัดส่วนประมาณ 90% อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนีอเมริกา แต่หากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นจะเป็นตลาดจีน ในสัดส่วนถึงราว 50%
แต่หลังจากเกิดโรคโควิด-19 กระทั่งโรงแรมต้องปิดให้บริการไปช่วงหนึ่ง (เมษายน-มิถุนายน 2563) และหลังจากกลับมาทยอยเปิดให้บริการอีกครั้ง (9 กรกฎาคม 2563) พบว่าตลาดต่างชาติเหลือเพียงแค่ 10% ซึ่งเป็นกลุ่มต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย (expat) อีก 90% เป็นกลุ่มคนไทย
กระทั่งประเทศมีนโยบายเปิดประเทศในรูปแบบ Test & Go เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2564 ลูกค้าต่างประเทศอย่างอังกฤษ และเยอรมนี เริ่มกลับมา ทำให้โรงแรมเริ่มมีอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง
“ปี 2563 เราไม่ขาดทุน เพราะว่าในช่วง 3 เดือนแรกเรายังสามารถทำตลาดได้ รายได้ที่เกิดขึ้นนั้นสามารถครอบคลุมทั้งปี แต่ปี 2564 นั้นเราขาดทุนประมาณ 5-6 ล้านต่อเดือน ติดต่อกันอยู่ประมาณ 10 เดือน ไม่ขาดทุนแค่ 2 เดือนสุดท้าย คือช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 เท่านั้น”
สำหรับปี 2565 นี้คาดหวังว่าการดำเนินงานเพียงแค่จะไม่ขาดทุนต่อเนื่องอีกปีเท่านั้น ยังไม่คาดหวังเรื่องกำไร เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก กว่าจะเริ่มกลับมาชัดเจนน่าจะประมาณปี 2566
รับได้ “เราเที่ยวด้วยกัน” หนุน
“ชรินทิพย์” บอกว่า ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมาโรงแรมเน้นขายตลาดคนไทยเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก ขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสที่โรงแรมไม่มีลูกค้าทำการรีโนเวตครั้งใหญ่หลังจากที่เปิดให้บริการมากว่า 20 ปี โดยคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดในช่วงประมาณปลายปีนี้
พร้อมยกตัวอย่างว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ลูกค้าที่บุ๊กกิ้งเข้ามาส่วนใหญ่ 70-80% ใช้โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ขณะเดียวกันทางโรงแรมก็ทำแคมเปญอื่นร่วมเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้าอีกทางหนึ่งด้วย เช่น พัก 3 คืนจ่าย 2 คืน เป็นต้น ทำให้ราคาโดยรวมที่ออกมาเหลือประมาณสัก 20% ของราคาปกติเท่านั้น
จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มองว่าทิศทางการตลาด รวมถึงกลุ่มเป้าหมายของโรงแรมนับจากปีนี้เป็นต้นไป จะเกิดการเปลี่ยนแปลงพอสมควร จากเดิมที่พึ่งพาลูกค้าต่างชาติในสัดส่วนประมาณ 90-95% แต่หลังจากนี้คาดว่าสัดส่วนกลุ่มลูกค้าคนไทยจะมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นได้ถึงราว 20-30% เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำการตลาดกับกลุ่มคนไทยเพิ่มมากขึ้น
ได้ฤกษ์หวนบุก ตปท.อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนี้ทางโรงแรมได้มีนโยบายกลับมาฟื้นตลาดต่างประเทศอีกครั้ง โดยส่งทีมการตลาดขายต่างประเทศเพื่อเริ่มเจาะตลาดต่างประเทศโดยเน้นเจาะตลาดใหม่ ๆ เช่น อเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่เปิดประเทศและพร้อมจะมาเที่ยวเมืองไทย ขณะที่ประเทศไทยก็เริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ทำให้มั่นใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเริ่มขยับเจาะตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้จะเน้นใช้รูปแบบการประสานกับแทรเวลเอเยนซี่และทัวร์โอเปอเรเตอร์ในการดูแลลูกค้า
ขณะที่ช่องทางออนไลน์ซึ่งเป็นช่องทางสำหรับเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเดิมก็ยังเดินหน้าอย่างเข้มข้นเช่นกัน
“ตอนนี้สถานการณ์ในยุโรปและเมืองไทยเริ่มผ่อนคลายแล้ว เราก็หวังว่าในช่วงเดือน 6 และเดือน 7 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มเดินทางอีกครั้งในปีนี้”
ทั้งนี้ ตั้งเป้าว่าในไตรมาส 2 นี้ โรงแรมจะมีอัตราการเข้าพัก หรือ occupancy ประมาณ 50% และมี occupancy เฉลี่ยทั้งปีที่ประมาณ 35% โดยจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปี และน่าจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเริ่มทยอยเข้ามาบ้างในช่วงประมาณเดือนตุลาคม และจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป
ชะลอการลงทุนใหม่อีก 2 ปี
“ชรินทิพย์” ยังบอกด้วยว่า ในช่วง 1-2 ปีหลังจากนี้จะเป็นช่วงของการฟื้นฟูทั้งด้านโปรดักต์ รวมถึงรายได้เพื่อบาลานซ์กระแสเงินสดให้มีศักยภาพที่ดีขึ้น และด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นของโรงแรมพิมาลัยฯ ต้องตัดสินใจชะลอการลงทุนในโครงการใหม่ต่อไปอีกประมาณ 2 ปี หรือจะกลับมาพิจารณาเรื่องการลงทุนใหม่อีกครั้งในช่วงประมาณปี 2567
ทั้งนี้ เพื่อประเมินสถานการณ์ภาพรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศและของทั่วโลกด้วยว่าถึงเวลาที่เหมาะสม หรือมีดีมานด์มากพอสำหรับการลงทุนเพิ่มหรือไม่ อย่างไร
“ชรินทิพย์” ย้อนความให้ฟังด้วยว่า เดิมทีเดียวเรามีแผนลงทุนเพิ่มอีกประมาณ 660 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน) สำหรับขึ้นโครงการโรงแรมแห่งใหม่จำนวน 108 ห้อง ที่อำเภอทับแขก ซึ่งเป็นทำเลที่มีชายหาดเงียบสงบและเป็นธรรมชาติมากแห่งหนึ่งของจังหวัดกระบี่ บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่
รวมถึงแผนการลงทุนต่อเนื่องสำหรับโรงแรมพิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา เกาะลันตา ที่เดิมทีเดียวมีแผนจะลงทุนเพิ่มในส่วนของสปา และวิลล่าที่มีสปาในตัว ซึ่งก็คงต้องรอประเมินดีมานด์อีกครั้งด้วยเช่นกัน
ร่วมปั้น “ลันตา เดสติเนชั่น”
ผู้บริหารสาวแกร่งคนนี้ยังบอกด้วยว่า แม้ว่าจุดขายของโรงแรมจะเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัว (private) แต่ก็ต้องแข่งขันกับโรงแรมที่อยู่บนภาคพื้นดินเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาปริมาณเที่ยวบินที่เข้าท่าอากาศยานกระบี่ยังมีปริมาณไม่มากนัก จึงมีข้อจำกัดเรื่องการขยายฐานตลาด
ขณะเดียวกันจำนวนห้องพักทั้งที่อยู่บนเกาะลันตาก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทิศทางการทำการตลาดในปัจจุบันนั้น ผู้ประกอบการบนเกาะส่วนหนึ่งได้ผนึกพลังกับสมาคมท่องเที่ยวเกาะลันตา เพื่อร่วมกันโปรโมตสร้างการรับรู้และผลักดันให้ “เกาะลันตา” เป็นเดสติเนชั่นแห่งใหม่ของจังหวัดกระบี่
โดยโฟกัสจุดขายความเป็นเกาะสีเขียว การดูแลสิ่งแวดล้อม การกำจัดขยะ หรือ sustainable island พร้อมทั้งชูโปรดักต์ด้านแหล่งดำน้ำ การท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงความเป็นมุสลิม เฟรนด์ลี่ เดสติเนชั่นด้วย