คนไทยเสี่ยง “เครียดเรื้อรัง” ผู้เชี่ยวชาญแนะดูแลสุขภาพจิตก่อนสาย
คนไทยเสี่ยง "เครียดเรื้อรัง"
คนไทยเสี่ยง “เครียดเรื้อรัง” ผู้เชี่ยวชาญแนะดูแลสุขภาพจิตตั้งแต่เริ่มต้นก่อนสายเกินแก้
“ความเครียด” เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่มีใครเลี่ยงได้ Dr.David Rock ผู้ก่อตั้ง Neuroleadership Institute สถาบันการโค้ชสมองและพัฒนาภาวะผู้นำที่ใหญ่ที่สุดในโลก เคยกล่าวไว้ว่า ‘ทุกคนล้วนเผชิญกับความเครียดในทุกทิศทุกทาง’ ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ วัยทำงาน หรือผู้สูงวัย ล้วนต้องเจอกับความเครียดในรูปแบบที่ต่างไปและระดับความเครียดที่ต่างกัน
สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่อง ‘What if marketing การตลาดสามมิติสู่การเปลี่ยนแปลง’ โดย วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) พบว่า คนเจน Y มักมีความเครียดจากความรับผิดชอบในหน้าที่การงานและยังต้องบาลานซ์ความสุขกับความสำเร็จไปพร้อมๆ กัน ในขณะที่คนเจน Z จะเครียดเรื่องงานกับเรื่องเรียนเป็นหลัก ต่างกับคนเจน X ที่ความเครียดจะเป็นเรื่องของการวางแผนเกษียณและการวางแผนชีวิต และกลุ่ม Baby Boomer เครียดเรื่องปัญหาสุขภาพและความกังวลว่าจะเป็นภาระของลูกหลาน
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความกดดัน เร่งรีบ ล้วนเป็นปัจจัยที่บีบรัดให้คนยุคนี้เกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว นำไปสู่ความเจ็บป่วยทางจิตเวชและปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล สอดคล้องกับรายงานของกรมสุขภาพจิต เผยว่า คนไทยราว 1.5 ล้านคน มีปัญหาสุขภาพจิตและแนวโน้มดูจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับข้อมูลสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เมื่อเดือนมกราคม ปี 2566 พบว่า วัยแรงงาน ที่มีอายุระหว่าง 20-59 ปี ขอรับบริการเรื่องความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงาน สูงเป็นอันดับ 1 จำนวนกว่า 5,989 สาย จากทั้งหมด 8,009 สาย

ในขณะที่นักเรียน นักศึกษา ก็ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และเครียดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งกำลังส่งผลกระทบตามมา วารสาร Frontiers in Public Health ได้ศึกษาพบว่า นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจำนวน 1 ใน 3 มีความวิตกกังวล ซึมเศร้า รู้สึกสิ้นหวังมากขึ้น จากกิจวัตรประจำวันที่เปลี่ยนไป ลดการเข้าสังคม ไม่ได้ปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนนำไปสู่ความเครียด

คุณกำลังเข้าข่ายเครียดเรื้อรังหรือเปล่า?
แม้ความเครียดจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตามปกติแต่เมื่อไรก็ตามที่เริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมความเครียดได้จนกลายเป็นความเครียดเรื้อรัง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ งานวิจัยล่าสุดโดยมหาวิทยาลัย Yale ชี้ให้เห็นว่า ความเครียดอาจเป็นตัวเร่งให้นาฬิกาชีวภาพชีวิตเดินเร็วขึ้น พูดง่ายๆ คือ แก่เร็วขึ้น อายุสั้นลง อย่างมีนัยยะสำคัญ ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่เริ่มสังเกตว่าตัวเองเริ่มมีพฤติกรรมการนอนที่เปลี่ยนไป เช่น นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก เบื่อหน่ายชีวิต ความต้องการทางเพศลดลง หรือบางคนอาการเครียดแสดงออกทางกาย เช่น หายใจถี่ขึ้น หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็ว ควรหาวิธีจัดการความเครียดหรือปรึกษาจิตแพทย์
Robert Waldinger (โรเบิร์ต วอลดิงเกอร์) จิตแพทย์หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องพัฒนาการวัยผู้ใหญ่ของฮาร์วาร์ด เคยตั้งคำถามว่า อะไรที่ทำให้เรามีชีวิตที่สุขภาพดีและมีความสุข? บนเวที Ted Talk เมื่อปี 2015 โดยเนื้อหาได้พูดถึงการศึกษาชีวิตของผู้ใหญ่ที่ดำเนินการต่อเนื่องยาวนานที่สุดที่เคยมีมากว่า 8 ทศวรรษ ตั้งแต่วัยหนุ่มไปจนถึงวัยชราเพื่อหาคำตอบว่า “ปัจจัยอะไรที่ทำให้พวกเขามีความสุข”
เดือนมกราคม 2023 โรเบิร์ต ได้ค้นพบแง่มุมที่น่าสนใจที่เชื่อมโยงกับวิธีจัดการความเครียด นั่นก็คือ เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความเครียด ร่างกายของเราจะเข้าสู่ “โหมดสู้หรือถอย” ให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นและเหงื่อออกตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย การได้บอกเล่าและระบายความเครียดให้คนใกล้ตัวฟัง จะช่วยลดความเครียดได้ แน่นอนว่ามันจะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและกายในระยะยาว ผู้ร่วมทดลองบอกคล้ายกันว่าแค่มีเพียง 1 คนที่คอยอยู่เคียงข้างและเป็นที่พึ่งก็ส่งผลดีต่อสภาพจิตใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ในทางกลับกัน คนที่เจอเรื่องเครียดแต่ไม่สามารถระบายให้ใครฟังได้จนร่างกายเข้าสู่โหมดสู้หรือถอยเป็นเวลานาน กลายเป็นความเครียดเรื้อรังจนถึงระดับการอักเสบที่เพิ่มขึ้นและการหมุนเวียนของฮอร์โมนความเครียดที่ไม่หยุดหย่อนจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพนับไม่ถ้วน
ทางที่ดี อย่าปล่อยให้โหมดสู้หรือถอยของคุณทำงานบ่อยๆ หรือปล่อยให้มันทำงานนานๆ การพูดคุยกับคนที่พร้อมรับฟังเป็นทางออกที่ดีสำหรับภาวะเช่นนี้ สำหรับคนที่ไม่รู้จะหันไปหาใคร การพูดคุยกับนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคือคำตอบที่ดีที่สุด
แต่อย่างที่รู้กัน สังคมไทยยังยึดติดกับคำว่า “ไปพบจิตแพทย์ = บ้า” อีกทั้งความตระหนักเรื่องสุขภาพจิตในสังคมยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร จึงเพิกเฉย ละเลย และปฎิเสธการเข้ารับบริการสุขภาพจิต ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ‘สุขภาพจิต’ เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการดูแลสุขภาพกาย ‘Prevention is better than cure’ หรือ ‘การป้องกันไว้ดีกว่าแก้’ คำกล่าวของ Desiderius Erasmus นักปรัชญาชาวดัทช์ ที่ถูกนำมาเป็นพื้นฐานการดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่อาจจะต้องผูกโยงเรื่องของสุขภาพจิตเข้าไปด้วย

ล่าสุดในประเทศไทยเองก็ได้มี คลินิกสุขภาพจิตครบวงจร ‘Ranchu Center’ (รันชู เซ็นเตอร์) นำเทรนด์ ‘เครียดไม่ไหวพบนักจิตได้ 24 ชั่วโมง’ แม้ปัจจุบันเครื่องมือ และความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตจะมีมากมาย แต่คนไทยยังติดภาพว่าการเข้าถึงการรักษาเป็นเรื่องยาก หรือต้องรอให้เข้าขั้นวิกฤติก่อนจึงเข้ารับการรักษา ซึ่งเป็น Pain Point ที่ทำให้คนไทยจำนวนมากไม่ได้รับคำแนะนำและการดูแลที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที ‘คุณพริกหวาน-แทนปราง แต้ศิลปสาธิต’ นักจิตวิทยาคลินิก/นักจิตวิทยาการปรึกษา จึงก่อตั้ง ‘Ranchu Center’ คลินิกสุขภาพจิตครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ที่พร้อมดูแลทุกเพศ ทุกวัย ครบทุกบริการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการรักษา เพื่อให้คลินิกแห่งนี้เปรียบเสมือนสถานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยมีทีมแพทย์และนักจิตบำบัดพร้อมรับฟังปัญหาของทุกคนและให้คำปรึกษาเหมือนเพื่อนรู้ใจ
“ที่นี่จะเป็นสถานที่ที่ใครก็มาได้ ไม่ว่าคุณจะเครียดเรื่องอะไร คิดอะไรไม่ออก เศร้า เคว้งคว้าง ไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตอยากให้คิดถึง” แทนปราง กล่าว โดยปีนี้ ‘Ranchu Center’ จะเปิดให้บริการในรูปแบบ Online Section ให้บริการปรึกษาปัญหาทุกวัยทางออนไลน์ไปจนถึงสิ้นปี 2566 ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบที่คลินิกต้นปี 2567 เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาสุขภาพจิตให้กับผู้ที่สนใจและมีปัญหาต้องการรับคำปรึกษา อีกทั้งยังถือเป็นการเริ่มต้นที่จะทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า การคุยกับนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เป็นเรื่องยาก เพราะไม่ว่าคุณจะปรึกษาด้วยปัญหาใด หนักเบาแค่ไหน ‘Ranchu Center’ พร้อมที่จะรับฟังและให้การดูแลที่เหมาะสมสำหรับทุกคน
ติดต่อ ‘Ranchu Center’ คลินิกบริการด้านสุขภาพจิตครบวงจร เพื่อพูดคุยปัญหาและร่วมหาทางออกด้วยกันได้ที่เบอร์ 082 387 9955 หรือ Facebook : Ranchu Center และ Line Official : @ranchu
อ้างอิง :
https://moneyandbanking.co.th/2023/36900/
https://www.sdgmove.com/2022/08/22/mental-health-university/