เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
World อิหร่านจัดพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ นานหนึ่งสัปดาห์ คาดผู้ไว้อาลัยร่วม 20 ล้านคน
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
ดูทั้งหมด

วิกฤตร้านอาหารปี’69 ทุนใหญ่กินรวบ-SMEs ดิ้นหนีตาย

03 ม.ค. 2569 | 13:14น.

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางและไร้สัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจน ภาคธุรกิจร้านอาหารซึ่งเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ

โดยเสียงสะท้อนจากสมาคมภัตตาคารไทย ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และผู้ประกอบการระดับมิชลินสตาร์ต่างส่งสัญญาณตรงกันว่า ปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 จะไม่ใช่ปีแห่งการเติบโตหรือการแสวงหากำไรสูงสุด

แต่จะเป็นปีแห่งการ “คัดกรอง” ผู้เล่นในตลาดอย่างแท้จริง หรือที่วงการเรียกกันว่า ปีแห่งการ “เผาจริง” ที่ความรุนแรงของสถานการณ์อาจสาหัสยิ่งกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19

รายย่อยไร้ที่ยืน

“ฐนิวรรณ กุลมงคล” นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า แม้ปัจจุบันมูลค่าตลาดร้านอาหารไทยจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 6-7 แสนล้านบาท แต่โครงสร้างภายในกลับสะท้อนความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย ร้านเล็ก แผงลอย รถเข็น และ Micro SMEs ที่มีอยู่กว่า 4-5 แสนราย แต่กลับครองสัดส่วนมูลค่าตลาดไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ หรือเชนร้านอาหารซึ่งมีจำนวนเพียง 5-6 หมื่นราย กลับครอบคลุมมูลค่าตลาดมากกว่า 50%

ซึ่งภาพดังกล่าวชี้ชัดว่า สายป่านและระบบบริหารจัดการ กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความอยู่รอด เนื่องจากกลุ่มทุนใหญ่มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวน ไม่ว่าจะเป็นการปรับแพ็กเกจจิ้ง การทำแคมเปญโปรโมชั่น หรือแม้แต่การปรับขึ้นราคา ซึ่งผู้บริโภคยังยอมรับได้จากความแข็งแรงของแบรนด์

แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดเอกลักษณ์ชัดเจนกลับต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะการแข่งขันจากผู้เล่นนอกระบบในรูปแบบ “Home Cooking” ที่ไม่มีภาระค่าเช่า ภาษี หรือค่าบริหารจัดการ ทำให้สามารถตั้งราคาถูกกว่าร้านอาหารในระบบถึง 20-30%

กับดักหนี้ครัวเรือนฉุดตลาดแมส

รวมถึงยังมีแรงกดดันด้านกำลังซื้อที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม โดย “ฐนิวรรณ” อธิบายว่า ปัจจุบันกลุ่มประชากรที่มีกำลังซื้อสูงและอยู่ในระบบภาษีถูกต้องมีเพียงประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งเป็นฐานหลักที่ค้ำจุนตลาดร้านอาหารระดับพรีเมี่ยม

ขณะที่ประชากรส่วนใหญ่กว่า 10 ล้านคน ยังคงติดอยู่ในกับดักหนี้ครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งกำลังซื้ออย่างหนัก หากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้านจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมเฉลี่ย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจเหลือเพียงครั้งเดียว ซึ่งจะทำให้สมรภูมิการแย่งชิงลูกค้าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไปอย่างดุเดือด

สู่โหมด “กบหนีตาย”

สอดคล้องกับมุมมองของ “สรเทพโรจน์พจนารัช” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่ได้ฉายภาพความน่ากังวลในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ต่อเนื่องปี 2569 โดยให้นิยามว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีแห่งทฤษฎี “กบต้ม” ที่ผู้ประกอบการจะค่อย ๆ ตายใจกับความร้อนอีกต่อไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ “กบกระโดดออกจากหม้อ” เพื่อเอาชีวิตรอดจากการแข่งขันที่ไร้ทิศทางและกำลังซื้อที่หดหาย

เพราะหากดูจากตัวเลขคาดการณ์ ที่จากเดิมศูนย์วิจัยทางเศรษฐกิจเคยคาดว่าปี 2568 ตลาดจะโต 4.5% มูลค่าแตะ 6.8 แสนล้านบาท แต่ข้อเท็จจริงคือตลาดโตเพียง 2% หรือมีมูลค่าเพียง 6 แสนล้านบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ มีสาเหตุหลักมาจากกำลังซื้อที่หายไปกว่า 50% จากหนี้ครัวเรือน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไปกว่า 16% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมของผู้ประกอบการลดลงเฉลี่ย 40-50% ซึ่งลามไปถึงเชนร้านอาหารยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ยอดขายสาขาเดิมติดลบหนักถึง 18% ในไตรมาส 2 และ 3 ของปีที่ผ่านมา

โครงสร้างต้นทุน-บีบอัดกำไร

ขณะเดียวกัน โครงสร้างต้นทุนที่เปรียบเสมือน “Hamburger Crisis” ที่ด้านล่างคือ ต้นทุนที่พุ่งขึ้นทุกทิศทาง ทั้งวัตถุดิบที่ผันผวนจาก Climate Change ค่าพลังงานที่โครงสร้างราคาแก๊สหุงต้ม และค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ด้านบนถูกกดทับด้วยเพดานกำลังซื้อที่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ ก็เป็นผลทำให้ร้านอาหารที่อยู่ตรงกลางถูกบีบอัดจนแทบไม่เหลือช่องว่างของกำไร

สะท้อนจาก “วงจรชีวิต” (Life Cycle) ของร้านอาหารในปัจจุบันเริ่มสั้นลงอย่างน่าตกใจ จากเดิมร้านเปิดใหม่จะยืนระยะได้ 1 ปี ปัจจุบันเหลือเพียง 7-8 เดือนก็ต้องปิดตัว และสุดท้ายจะเหลือผู้รอดเพียงราว 10% เท่านั้น เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ก็ไม่กล้ากระโดดเข้ามาลงทุน

ทำให้ในปี 2569 จะเห็นภาพการปิดตัวมากกว่าการเปิดใหม่ รวมถึงการแข่งขันก็จะมีแนวโน้มเปลี่ยนจากสงครามรายย่อย เป็นสงคราม “ยักษ์ชนยักษ์” มากยิ่งขึ้น เพราะด้วยกำลังซื้อที่หดตัวลง ทำให้กลุ่มทุนใหญ่หันลงมาเล่นตลาดแมสมากขึ้น ซึ่งรายเล็กที่ไม่สามารถลดราคาได้ในระดับเดียวกัน สุดท้ายก็จะถูกบีบให้ออกจากตลาด

ปี’68-69 เผาจริงยากกว่าโควิด

ขณะที่ด้าน “ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร” หรือเชฟต้น เจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร Le Du, Le Du Kaan (ฤดูกาล), Nusara (นุสรา), หลานยาย, BK SALON, LAWOl (ละโวยจ) ฯลฯ ก็ยอมรับถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ปี 2568 ไปจนถึงต้นปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด เปรียบเสมือนปีแห่งการ “เผาจริง” ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยโจทย์ในครั้งนี้มีความซับซ้อนและยากกว่าช่วงวิกฤตโควิด-19 หลายเท่าตัว

เนื่องจากช่วงโควิดปัญหาคือการล็อกดาวน์ แต่กำลังซื้อยังมีความแข็งแกร่งรอการกลับมา แต่ในปีนี้ปัญหาหลักคือภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าดำเนินการปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับกำลังซื้อที่ลดลง

เห็นได้ชัดจากที่ลูกค้าเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง ที่เคยเป็นฐานหลักของธุรกิจไฟน์ไดนิ่ง ก็เริ่มลดความถี่ในการรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือปรับลดงบประมาณต่อมื้อลง ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเศรษฐกิจฐานรากได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ปรับพอร์ต-สร้างกระแสเงินสด

ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้ประคับประคองสถานการณ์ที่ยังไม่เห็นปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้น เบื้องต้นก็ได้มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ โดยจะไม่พึ่งพาเพียงธุรกิจ Fine Dining อย่าง Le Du หรือ Nusara เพียงอย่างเดียว แต่จะหันไปมุ่งเน้นที่การกระจายความเสี่ยง ด้วยการขยายพอร์ตโฟลิโอเข้าสู่ตลาดที่เข้าถึงง่ายขึ้น หรือพรีเมี่ยมแมส ผ่านโมเดล Casual Dining และ All-day Dining เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน

โดยที่ผ่านมาก็ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น ไม่ว่าจะทั้ง “BK SALON” โมเดลร้านอาหารสไตล์ All-day Dining ที่เน้นบรรยากาศผ่อนคลาย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และคนทำงานเพื่อสร้างทราฟฟิกหมุนเวียนตลอดวัน

หรือ “LAWOI” ร้านอาหารที่เน้นความแปลกใหม่แต่ราคาจับต้องได้มากกว่าไฟน์ไดนิ่ง และ “Le Du Kaan” ที่เป็นการต่อยอดแบรนด์ดังสู่รูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้นในทำเลศักยภาพ ขณะเดียวกันการขยายสาขาหรือลงทุนขนาดใหญ่ก็ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะการรักษาสภาพคล่องทางการเงินถือเป็นหัวใจสำคัญในการอยู่รอด

จี้รัฐปั๊มหัวใจด้วย “คนละครึ่ง”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยลบรุมเร้า แต่ด้าน “ฐนิวรรณ” ยังมองเห็นถึงปัจจัยบวกในปี 2569 ที่จะมาช่วยประคองอุตสาหกรรม นั่นคือภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นความหวังหลักของธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว รวมถึงนักท่องเที่ยวที่หนีหนาวมาพำนักระยะยาวในช่วง High Season รวมถึงอานิสงส์เม็ดเงินสะพัดจากการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมองว่าจะสามารถช่วยฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ

รวมถึงในด้านนโยบาย ทั้ง 3 กูรูก็เห็นพ้องต้องกันว่า การพึ่งพากลไกธรรมชาติอาจไม่ทันการณ์ รัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดและรวดเร็ว เช่น โครงการลักษณะ “คนละครึ่ง” หรือ “คนละครึ่งพลัส” กลับมาใช้อีกครั้ง

เพราะนี่คือเครื่องมือปั๊มหัวใจที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในยามวิกฤต ไม่ใช่เพียงช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ แต่คือการช่วยลดค่าครองชีพให้มนุษย์เงินเดือนและประชาชนทั่วไปกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย ซึ่งจะส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด ปี 2569 จึงไม่ใช่ปีแห่งการแสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นปีแห่ง “การรักษาลมหายใจ” ของธุรกิจร้านอาหาร ผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่บริหารกระแสเงินสดได้ดี ปรับตัวได้เร็ว และเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางความหวังว่า หากเครื่องยนต์เศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนอีกครั้ง อุตสาหกรรมร้านอาหารไทยจะสามารถตั้งหลักและฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืนในปีถัดไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจร้านอาหาร วิกฤต