MAGURO ย้ำคันเร่งครึ่งปีหลัง ส่งชาบูบุก ตวจ.-ซูชิสายพานลุย กทม.
MAGURO สปีดธุรกิจครึ่งหลังปี’69 ปูพรม 20 สาขาตามแผนไม่หวั่นกำลังซื้อซึม ประเดิมส่ง HitoriShabu ชิมลางตลาดต่างจังหวัด ส่วนกรุงเทพฯ เปิดตัวเครื่องยนต์เติบโตตัวใหม่ Kaiten Sushi Ginza Onodera ซูชิสายพานพรีเมี่ยมแมส เจาะช่องว่างตลาดซูชิสายพาน 5,000 ล้านบาท ปักธงเซ็นทรัลเวิลด์พื้นที่ 300 ตร.ม. มั่นใจรายได้สะพัด 20 ล้านบาท/เดือน พร้อมรับไฮซีซั่นไตรมาส 4 เชื่อดันรายได้ทั้งปี’69 โตมากกว่า 30% ตามเป้าแน่นอน
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า ตลาดอาหารในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ยังท้าทายทั้งด้านกำลังซื้อที่ค่อนข้างซึมและไม่มีปัจจัยมากระตุ้นให้ผู้บริโภคจับจ่าย ด้านผู้ประกอบการยังต้องรับมือภาวะต้นทุนพุ่งสูงทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาตลอดช่วงครึ่งปีแรก
ร้านญี่ปุ่นต่ำพันแนวโน้มดี
ในส่วนของร้านอาหารญี่ปุ่นนั้น แต่ละเซ็กเมนต์ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยกลุ่มร้านระดับอัลตราพรีเมี่ยม เช่น โอมากาเสะระดับราคา 5,000 บาทขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มหันไปมองหาตัวเลือกอื่นจึงอาจไม่ได้เข้าร้านระดับราคานี้บ่อยเท่าเดิมแล้ว
ไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มร้านที่จับตลาดแมส และร้านเดี่ยวขนาดเล็กที่ไม่ได้เป็นเชน ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะและยอดขายอาจลดลงพอสมควร เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักของเซ็กเมนต์นี้เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจโดยตรง ทำให้ต้องประหยัดและรัดเข็มขัดลดการทานอาหารนอกบ้าน
สวนทางกับเซ็กเมนต์ร้านระดับกลางราคา 700-1,000 บาท ที่เชื่อว่าจะยังไปได้ดี เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามักเป็นกลุ่มวัยทำงานและครอบครัวที่มีกำลังซื้อ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวไม่มากนัก
ขณะเดียวกันยังมั่นใจว่าไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นนั้นการจับจ่ายใช้สอยจะกลับมาคึกคัก เนื่องจากบรรยากาศเทศกาลส่งท้ายปี-ขึ้นปีใหม่ รวมถึงมีแรงหนุนจากเม็ดเงินของภาคท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเข้ามาจับจ่ายทั้งสินค้าและอาหารการกิน เช่นเดียวกับปีที่ผ่าน ๆ มา
ส่ง Hitori Shabu นำร่อง ตจว.
สำหรับทิศทางของมากูโระในช่วงครึ่งหลังของปี’69 บริษัทยังเดินหน้าขยายสาขาตามเป้าขยายสาขาเพิ่ม 20 สาขา และผลักดันรายได้ให้เติบโตมากกว่า 30% ที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากมั่นใจในจำนวนสาขาใหม่และแบรนด์ใหม่ รวมถึงกระแสจับจ่ายช่วงไฮซีซั่นไตรมาส 4 ที่จะเข้ามาช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะมีความท้าทายก็ตาม
“ขณะนี้เจ้าของพื้นที่ค้าปลีกต่างต้องการนำร้านอาหารเข้าไปในพื้นที่จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะขยายสาขาทั้งแบรนด์เดิมและแบรนด์ใหม่”
โดยมี 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ บุกตลาดต่างจังหวัดด้วยการส่งแบรนด์ร้านชาบู Hitori Shabu เป็นหัวหอกปักธงในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของจังหวัดหัวเมือง เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ก่อนที่ต่อยอดขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป
อาศัยการที่ชาบูเป็นตลาดขนาดใหญ่ รูปแบบของอาหารและแบรนด์ฮิโตริฯ เป็นมิตร เข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อน สามารถทานได้ทุกเพศทุกวัย จึงทำให้มีศักยภาพและความพร้อมสำหรับส่งไปบุกเบิกตลาดต่างจังหวัดก่อนแบรนด์อื่นในเครือ ก่อนจะส่งแบรนด์ MAGURO ตามเป็นเฟสที่ 2
ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ เน้นความยืดหยุ่นในการเลือกทำเลที่หลากหลายผสมผสานระหว่างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่, ศูนย์การค้ากลุ่มแมส และโมเดล
สแตนด์อะโลนด์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในทำเลต่าง ๆ ควบคู่กับแบรนด์ใหม่ที่ทยอยนำเข้ามาปักธง เช่น “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมี่ยมแมส ราคาจับต้องได้ จากเครือ ONODERA GROUP ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปักหมุดสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัล เวิลด์ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อต่อยอดกระแสการเติบโตของร้านอาหารญี่ปุ่นระดับกลาง
“จุดเด่นสำคัญของร้านคือคุณภาพของวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมในราคาที่เข้าถึงได้ ทานได้บ่อย ๆ และมีอิสระในการควบคุมงบประมาณในมื้อนั้น ๆ ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของ MAGURO GROUP ในตลาดอาหารญี่ปุ่นระดับ Premium Mass ที่สั่งสมมากว่า 10 ปี”
พร้อมกับโหมเพิ่มความถี่ของกิจกรรมการตลาดและเมนูใหม่ โดยหลีกเลี่ยงการทำราคาเพื่อไม่ให้กระทบต่ออัตรากำไร แต่เน้นความคิดสร้างสรรค์พัฒนาเมนูที่ให้ประสบการณ์และรสชาติแปลกใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่และเพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการของลูกค้าปัจจุบันแทน

ซูชิสายพานเครื่องยนต์ใหม่
นายธีรภพ กรานเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด เสริมว่า ตลาดซูชิสายพานในไทยเติบโตรวดเร็วมากและมีมูลค่าตลาดรวมสูงกว่า 5,000 ล้านบาท โดยแม้จะมีผู้เล่นรายใหญ่จากญี่ปุ่นครองตลาดอยู่ แต่ยังมีช่องว่างสำคัญ คือ ยังไม่มีซูชิสายพานระดับพรีเมี่ยมอยู่เลย
ทางบริษัทจึงจับมือกับ ONODERA GROUP ผู้บริหารร้านอาหารสัญชาติญี่ปุ่น เพื่อรับสิทธินำเข้าและดำเนินธุรกิจร้านซูชิสายพาน Kaiten Sushi Ginza Onodera ในไทยอย่างเป็นทางการซึ่งนับเป็นการขยายสาขาในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรก จากปัจจุบันมีสาขาในเมืองฮุสตันและเกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา
โดยชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบและประสบการณ์การทานอาหารแบบพรีเมี่ยมในราคาจับต้องได้ ด้วยเมนูเริ่มต้นราคา 40 บาท เช่น ซูชิแซลมอน ไปจนถึงเมนูหลักร้อย เช่น Akami 139 บาท, Chutoro 159 บาท และ Otoro 179 บาท ซึ่งราคายังต่ำกว่าร้านต้นตำรับในญี่ปุ่น รวมถึงใช้อากะชาริ (Aka Shari) หรือข้าวซูชิสีแดงที่ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูแดงแบบดั้งเดิม ซึ่งมักพบเฉพาะในร้านโอมากาเสะเท่านั้น เพื่อจับกลุ่มพนักงานออฟฟิศอายุ 25-30 ปี กลุ่มครอบครัวยุคใหม่ และกลุ่มนักท่องเที่ยว พร้อมดีไซน์ร้านที่ขนาดใหญ่รองจากสาขาฮุสตัน ด้วยพื้นที่ 300 ตร.ม. รองรับลูกค้า 120 ที่นั่ง
“จุดแตกต่างของเราคือ การปั้นซูชิใหม่ทุกออร์เดอร์เพื่อความสดใหม่ โดยลูกค้าสามารถกดสั่งอาหารผ่านแท็บเลต และพนักงานจะเดินนำอาหารมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะ ส่วนสายพานจะใช้สำหรับเสิร์ฟเมนูทานเล่น เช่น ถั่วแระ และเมนู Seasonal ตามวัตถุดิบและฤดูกาลในจำนวนจำกัดอย่างปลาบิน หรือ Tobiuo ซึ่งจะเสิร์ฟเฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้น”
คาดรายได้ 20 ล้าน/เดือน
ทั้งนี้คาดว่าลูกค้าของ Kaiten Sushi Ginza Onodera จะมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ประมาณ 700 – 1,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่สามารถแข่งขันและดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ชอบทาน Hand-Roll หรือ Omakase ระดับเริ่มต้นราคาประมาณ 1,500 บาทให้มาใช้บริการได้
ขณะเดียวกันบริษัทประเมินว่าลูกค้าจะใช้เวลาทานเฉลี่ยประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้สามารถหมุนเวียนโต๊ะได้ถึง 8 รอบต่อวัน หรือสูงสุดถึง 30,000 คนต่อเดือน เท่ากับสร้างรายได้ประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน ดังนั้นการเปิดร้านสาขานี้เพียง 1 สาขา สามารถสร้างรายได้เทียบเท่ากับร้านอาหารแบรนด์ปกติรวมกันถึง 4 สาขา จึงถือเป็นเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ในการสร้างการเติบโตของมากุโระ
โดยบริษัทตั้งเป้าขยายสาขา Kaiten Sushi Ginza Onodera อีก 2 สาขาในปี 2570 ตามแผน 5 ปีที่จะมีสาขาอย่างน้อย 5 สาขา เน้นทำเลในห้างสรรพสินค้าทราฟฟิกและกำลังซื้อสูง เช่น สยามพารากอน หรือเมกาบางนา เป็นต้น