เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ทศวรรษที่สูญหาย ของภาคธุรกิจไทย 

17 เม.ย. 2566 | 11:44น.
ภาพประกอบบทความ : ทศวรรษที่สูญหาย ของภาคธุรกิจไทย

ภาพประกอบบทความ : ทศวรรษที่สูญหาย ของภาคธุรกิจไทย

สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย นำเสนอบทความพิเศษ “ภาคธุรกิจไทย : ทศวรรษที่สูญหาย” โดย 2 ผู้นำความคิดด้านเศรษฐศาสตร์ในสังคมไทย กับปัญหาโครงสร้างธุรกิจไทยที่บริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 5% เป็นผู้ครอบครองรายได้มากกว่า 85% ของรายรับรวมของภาคธุรกิจทั้งหมด

วันที่ 17 เมษายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้จัดทำบทความพิเศษ  “16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย : สิ่งที่เป็น ปัญหาที่เห็น และประเด็นชวนคิด” เป็นการนำเสนอ 16 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของคนไทย โดยความร่วมมือจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาสรุป สิ่งที่เป็น ในปัจจุบันจากข้อมูลและผลการศึกษาทางวิชาการ

เพื่อสะท้อน ปัญหาที่เห็น ที่ต้องการการแก้ไข และนำเสนอ ประเด็นชวนคิด ที่สาธารณชน สื่อมวลชน ผู้ดำเนินนโยบาย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปประกอบการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ต่อไป

“ประชาชาติธุรกิจ” ขอนำ 1 ใน 16 ประเด็นมานำเสนอต่อได้แก่บทความพิเศษเรื่อง “ภาคธุรกิจไทย : ทศวรรษที่สูญหาย” ของ อาชว์ ปวีณวัฒน์ (สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์) และ กฤษฎ์เลิศ สัมพันธารักษ์ (University of California San Diego) ดังนี้

สิ่งที่เป็น

นับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 อัตราการขยายตัวของ GDP การส่งออก และอัตราการลงทุนต่อ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของไทยก็โน้มลดลงเรื่อยมา

ตัวเลขสถิติเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยโครงสร้างการส่งออกของไทยยังพึ่งพาอุตสาหกรรมโลกเก่า เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี ซึ่งหากยังไม่มีการปรับตัว คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะลดลงในอนาคต

อีกทั้งในปัจจุบัน ไทยมีความตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยมี FTA กับ 18 ประเทศคู่ค้า ซึ่งน้อยกว่าทั้งเวียดนาม (54 ประเทศ) อินโดนีเซีย (22 ประเทศ) และมาเลเซีย (21 ประเทศ) และอาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในอนาคตได้

เมื่อพิจารณาข้อมูลระดับบริษัทพบว่า การขยายตัวของภาคธุรกิจ (วัดจากรายรับ) ลดลงจาก 6.5% ต่อปี ในช่วงปี 2548-2551 เหลือเพียง 1.4% ต่อปี ในช่วงปี 2557-2560 โดยตัวขับเคลื่อนการเติบโตของภาคธุรกิจเดิม ซึ่งคือการเริ่มธุรกิจใหม่และบริษัทอายุน้อยที่ส่วนมากเป็น SMEs ขยายตัวลดลงจาก 20% เหลือเพียง 11%

สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับโครงสร้างของภาคธุรกิจไทยที่มีการกระจุกตัวสูง โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 5% มีรายรับคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 85% ของรายรับรวมของภาคธุรกิจทั้งหมดและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ปัญหาที่เห็น

การที่บริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัทมีสัดส่วนรายรับสูง และการเติบโตของบริษัทอายุน้อยที่หายไปในระยะหลัง สะท้อนถึงปัญหาด้านการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจไทย ที่บริษัทขนาดใหญ่มักมีข้อได้เปรียบบริษัทขนาดเล็กหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่า เข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า มีการลงทุนระยะยาวและมีสินเชื่อระยะยาวมากกว่า และบริหารสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าบริษัทขนาดเล็ก ในทางกลับกัน บริษัทขนาดเล็กมักถือสินทรัพย์ระยะสั้นที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และยังเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้น้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่อีกด้วย

สาเหตุอีกประการหนึ่งที่อาจทำให้บริษัทขนาดเล็กเติบโตช้าลง คือ นโยบายส่งเสริมธุรกิจในปัจจุบันที่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ (size-dependent policies) เช่น การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจที่มีรายรับไม่เกิน 30 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ แต่ นโยบายดังกล่าวไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้ SMEs ยกระดับผลิตภาพของตนเองและเติบโตไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ในทางกลับกัน นโยบายลักษณะดังกล่าวบิดเบือนแรงจูงใจให้ SMEs พยายามที่จะจำกัดขนาดของตนเอง เพื่อรักษาสิทธิในการได้รับการส่งเสริมต่อไป

ไม่เพียงแต่นโยบายส่งเสริม SMEs เท่านั้นที่อาจบิดเบือนแรงจูงใจในการเติบโตของบริษัท กฎหมายหรือระเบียบที่มีเงื่อนไขคล้ายคลึงกันก็อาจก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว

เช่น การกำหนดให้ธุรกิจที่มีรายรับเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ธุรกิจตอบสนองต่อข้อกำหนดดังกล่าวโดยการอั้นมูลค่าของรายรับ ดังจะเห็นได้จากจำนวนธุรกิจที่มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปีเพียงเล็กน้อย มีมากผิดปกติเมื่อเทียบกับการกระจายตัวของขนาดบริษัทโดยทั่วไป

นอกจากนี้ นโยบายที่เน้นการสนับสนุนให้ธุรกิจอยู่รอดโดยไม่สร้างแรงจูงใจในการยกระดับผลิตภาพและเติบโต อาจส่งผลให้เกิดบริษัทผีดิบ” (zombie firms) ซึ่งหมายถึงบริษัทเก่าแก่ที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน ไม่สามารถทำกำไรได้ ควรปิดกิจการ แต่ยังคงอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจ บริษัทผีดิบเหล่านี้ส่งผลเสียต่อการเติบโตโดยรวม เพราะขัดขวางการเริ่มธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหม่และลดแรงจูงใจในการลงทุนของบริษัทอื่นที่มีศักยภาพ

ประเด็นชวนคิด

  • นโยบายสนับสนุนธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SMEs ที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถยกระดับผลิตภาพ มีความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ เติบโต และอยู่รอดได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน
  • นโยบายอะไรที่จะช่วยกระตุ้นการแข่งขันที่เป็นธรรมและสร้างความเสมอภาคของโอกาสในการดำเนินธุรกิจ (level playing field) ระหว่างผู้ประกอบการรายใหม่ SMEs และบริษัทขนาดใหญ่

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)