คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เริ่มขับเคลื่อน กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างจริงจังภายใต้รัฐบาลชุดนี้ โดยกองทุนดังกล่าวตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตั้งแต่ปี 2560 กำหนดให้มีอุตสาหกรรมเป้าหมายอยู่ 10 อุตสาหกรรม
ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับคุณภาพ, อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูง, อุตสาหกรรมหุ่นยนต์, อุตสาหกรรมการบิน, อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
โดยสิทธิประโยชน์ที่อุตสาหกรรมเป้าหมายจะได้รับเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน จะได้แก่ สิทธิประโยชน์ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน, สิทธิประโยชน์ในการ “ยกเว้น” ภาษีเงินได้นิติบุคคล และสิทธิประโยชน์ในการได้รับเงินสนับสนุน หรือ “เงินทุนได้เปล่า” จากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยผู้ที่ทำหน้าที่อนุมัติการให้สิทธิประโยชน์ ก็คือ คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยคณะอนุกรรมการสรรหาโครงการและการเจรจากับผู้ที่สนใจจะขอรับการส่งเสริมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
แน่นอนว่า นักลงทุนเจ้าของโครงการที่ต้องการขอรับส่งเสริมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันล้วนมีเป้าหมายที่จะต้องได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจาก กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นหลัก จากปัจจุบันที่กองทุนนี้มีเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพิ่มขึ้นถึง 41,000 ล้านบาท
โดยการขับเคลื่อนกองทุนครั้งนี้ ทางคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้จัดเตรียมเงินทุนลอตแรกไว้แล้ว ที่จำนวน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะใช้จ่ายใน 2 มาตรการ ได้แก่ มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถวงเงิน 3,000 ล้าน กับมาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ วงเงิน 2,000 ล้านบาท
แต่เนื่องจากการได้รับการส่งเสริมโดยเฉพาะ เงินทุนได้เปล่า ตามกองทุนด้วยจำนวนเงินที่สูงมากนั้น เจ้าของโครงการแต่ละรายจะได้รับเงินหรือสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไปหรือไม่เท่ากันตามความจำเป็น ความคุ้มค่า และประโยชน์ของประเทศที่จะได้จากการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย อันเป็นประเด็นใหญ่ที่ คณะกรรมการเพิ่มขีดความสามารถ กริ่งเกรงที่จะต้องตอบคำถามนักลงทุนเจ้าของโครงการในข้อที่ว่า ทำไมถึงได้รับเงินสนับสนุนเท่านี้ ทำไมอีกโครงการในประเภทกิจการเดียวกันถึงได้รับมากหรือน้อยกว่า
ประเด็นการถูกตั้งคำถามเหล่านี้สมควรที่ คณะกรรมการจักต้องตระหนักและพิจารณาอย่างรอบคอบ ในแต่ละคำขอรับการส่งเสริมจะได้หรือไม่ได้รับเงินช่วยเหลือตามแผนงานที่แต่ละโครงการยื่นขอมาเป็นสำคัญ และพร้อมที่จะเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใสเป็นที่ตั้ง